top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

" ข้อมูล Metadata สู่ก้าวสำคัญของวงการดนตรียุคสมัยใหม่ "

Writer: Sertis
Sertis
Oct 24, 2018
1 min read


สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน

​

วันนี้ผมจะขอพูดถึงสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจและชื่นชอบมาตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก และผมก็เชื่อว่ามีคนจำนวนมากบนโลกใบนี้ที่หลงใหลมันมากพอๆ กับผมสิ่งนั้นก็คือ “ดนตรี” ครับ ส่วนตัวผมชอบเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ประกอบของดนตรีไม่ว่าจะเป็นเสียงประสาน (harmony) หรือท่วงทำนองและการเรียบเรียงเป็นอย่างมากเพราะมันทำให้ดนตรีมีโครงสร้างที่ช่วยให้คนเข้าถึงและมีส่วนร่วมไปกับมันได้ พูดมาถึงตอนนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าดนตรีมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับศาสตร์ Data Science กันแน่ เรามาลองศึกษากันดูเลยครับ

​

สิ่งที่ผมอยากนำเสนอกับคุณผู้อ่านก็คือกระบวนการในการนำสิ่งที่เราคิดว่าไม่ใช่ข้อมูลมาใช้โดยผมขอพูดว่าองค์ประกอบสำคัญของดนตรีหรือบทเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่วงทำนอง จังหวะ การเรียบเรียง ฯลฯ ต่างก็เป็นข้อมูลแบบ Unstructured Data หรือ ข้อมูลที่เราไม่สามารถเก็บในรูปแบบตารางได้ ซึ่งหากเราต้องการบันทึกข้อมูลของดนตรีเราก็ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปลง (transform)ให้อยู่ในรูปแบบโครงสร้างก่อน ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการแปลงเสียงจากคำพูด ก็จะสามารถทำได้ด้วยวิธีการพื้นฐานเลยครับ คือการให้คนนั่งฟังและแกะคำพูดทุกคำออกมาเป็นตัวหนังสือสำหรับผมมองว่าเป็นวิธีการที่ค่อนข้างลำบากและใช้เวลาพอสมควรแต่หากเรามองหาวิธีการที่ไฮเทคขึ้นมาอีกสักหน่อย ก็อาจจะเป็นการใช้ Speech to Text โดยการนำ Machine Learning มาช่วยแปลงและถอดเสียงคำพูดต่างๆให้ออกมาเป็นข้อความในรูปแบบตัวหนังสือ (text) จากนั้นเราก็จะสามารถนำข้อมูลที่แปลงเสร็จเรียบร้อยมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ต่อไปได้

​

ยกตัวอย่างเช่น ในงานด้าน Call Center เราสามารถจัดหมวดหมู่และคัดกรองประเภทกลุ่มคำต่างๆของคำถามที่มักจะถูกถามหรือพูดถึงบ่อยๆจากไฟล์เสียงบทสนทนาที่บันทึกไว้เพื่อนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาการบริการในด้านนั้นๆอย่างเฉพาะเจาะจงให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เป็นต้นในทำนองเดียวกัน อุตสาหกรรมดนตรีก็มีการพัฒนาเทคโนโลยี Audio Analysis เช่น Spotify API ที่สามารถใช้บอกคุณลักษณะของเพลงจาก Metadata ที่ช่วยอธิบายลักษณะหรือคุณสมบัติของข้อมูล ซึ่งบทเพลงต่างๆ ก็เป็นข้อมูลประเภทหนึ่งที่ Metadataอาจจะหมายรวมไปถึงการระบุชื่อเพลง ศิลปิน ประเภทของเพลง ความยาว ความเร็ว และวันที่ออกขายสู่ท้องตลาด เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น Metadata ที่ได้มาจาก Spotify ยังสามารถอธิบาย

​

ไปถึงคุณลักษณะเฉพาะของเพลง เช่น ระดับความดัง (loudness) ความน่าเต้น (dance ability) พลังของบทเพลง (energy) ความเร็ว (tempo) รวมถึงลักษณะการเป็นเพลงบรรเลง (instrumentalness) หรือเพลงที่มีคำพูดหรือเนื้อร้องเยอะ (speechiness) โดย website ต่างๆ เช่น Lyric wiki ก็มีการต่อยอดด้วยการเพิ่มเติมข้อมูล (augment) เนื้อเพลงลงไปเพิ่มให้ข้อมูล Metadata มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้น ประโยชน์ของ Metadata ก็คือความสามารถในการวิเคราะห์ว่าคนชอบฟังเพลงลักษณะใด และการใช้คุณลักษณะของเพลงเชื่อมโยงกับระบบ recommendation engine เพื่อแนะนำให้กับกลุ่มคนที่ฟังแนวเพลงคล้ายๆ กัน นั่นเองด้านการวางแผนจัดเก็บ Metadata นั้นควรมีมาตรฐานและมีการบริหารจัดการที่ดีโดยสามารถทำควบคู่กันไประหว่างการจัดเก็บข้อมูลซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้การค้นหาข้อมูลและการต่อยอดเพื่อวิเคราะห์เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่นการวิเคราะห์ลักษณะเพลงยอดนิยมและการนำข้อมูลมาใช้เพื่อแผนการโปรโมท เป็นต้น กล่าวคือการสร้างหรือเก็บ Metadata นั้นยิ่งมีรายละเอียดและยิ่งลงลึกเท่าไรก็ยิ่งดีสำหรับการนำ Metadata มาใช้ประโยชน์ก็มีตัวอย่างการทำงานที่น่าสนใจออกมาให้เห็นแล้วเช่นกันโดยมีงานวิจัยที่นำเพลงติด Billboard Top 100 ในรอบ 50 ปี ในช่วง ค.ศ.1960 – 2010 มาศึกษาเพื่อดูพัฒนาการของแนวเพลงที่เกิดขึ้น 13ประเภท ซึ่งนักวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ (behavioral science)คาดว่าจะสามารถนำข้อมูลลักษณะของเพลงและพฤติกรรมของผู้ฟังที่ใช้บริการผ่าน Music Streaming เข้ามาใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น healthsensor บนมือถือ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เช่นการใช้ดนตรีบำบัด (music therapy) เป็นต้นอีกมุมหนึ่งคือประโยชน์ด้านการสร้างสรรค์ผลงานเพลงด้วยวิธี Data(Music) Generation สำหรับงานเพลงที่อยู่ในรูปแบบข้อมูล MIDI ที่เป็นการควบคุมเครื่องดนตรีที่เป็นระบบดิจิทัลให้สามารถเล่นตัวโน้ตเสียงต่างๆทั้งสั้นและยาวในตำแหน่งที่ต่างกันออกไป รวมถึงระดับความดัง-เบาและการออกเสียง ตัวอย่างเช่น ผลงาน Deepjazz โดยนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่นำข้อมูลนี้ไปป้อนให้ Machine Learning ประเภท Deep Learning แบบ Long Short-TermMemory (LSTM) เพื่อเรียนรู้เพลง Jazz ต้นฉบับแล้วนำไปสู่การสร้างบทเพลงใหม่ๆที่มีความน่าสนใจและแปลกใหม่ให้แก่วงการเพลงสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของการนำเอา Unstructured Data มาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในวงการเพลงและเสียงดนตรีที่หลายๆคนอาจจะยังคิดไม่ถึงคราวนี้ก็เป็นโอกาสสำคัญของคุณผู้อ่านแล้วนะครับว่าคุณจะเอากระบวนการเหล่านี้มาใช้ประโยชน์อย่างไรต่อไปในงานของพวกคุณ

​

และหากว่าคุณเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเป็นนักสะสมข้อมูลที่กำลังมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่จะมาช่วยเพิ่มมิติในการตอบโจทย์ที่มีอยู่ผมคิดว่ากระบวนการนี้ก็อาจจะทำให้คุณได้เห็น insight ใหม่ๆที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับงานของคุณได้มากขึ้นผมขอให้ทุกท่านสนุกไปกับมันนะครับหาสิ่งที่เรารักและเชื่อมโยงมันเข้ากับการทำงานและชีวิตการทำงานของเราก็จะมีความสุขมากขึ้นครับ



Have a project in mind?

bottom of page