top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

ปลดล็อกศักยภาพ HealthTech: จาก Data Silos สู่ Single Source of Truth

รูปภาพนักเขียน: Sertis
Sertis
45 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งกลับต้องเผชิญกับภัยเงียบที่แฝงอยู่ในระบบบริหารจัดการข้อมูล นั่นคือ Data Silos หรือ ระบบการจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจาย ซึ่งยากต่อการใช้งาน

ในระบบการทำงาน บุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานร่วมกับระบบจัดเก็บข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น EMR LIS หรือ PACS ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละแผนก

อย่างไรก็ตาม การสลับหน้าจอและเข้าใช้งานหลายระบบเพื่อรวบรวมประวัติผู้ป่วยอย่างครบถ้วน อาจดึงเวลาในการปฏิบัติงานไปถึง 30–40% ซึ่งนับเป็นเวลาอันมีค่าเหล่านั้นที่ควรถูกนำมาใช้กับการดูแลรักษาผู้ป่วย แต่กลับต้องสูญเสียไปกับภาระงานเอกสาร ซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยที่ล่าช้า การสั่งตรวจซ้ำซ้อนอย่างไม่จำเป็น และเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดทางการแพทย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ เนื่องจากการเร่งนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ ผลการศึกษาในโรงพยาบาลรัฐเมื่อปี 2025 ชี้ว่า แม้จะมีบุคลากรการแพทย์ถึง 72% ทดลองใช้ AI ในการทำงาน แต่มีเพียง 17.8% เท่านั้นที่มีการปรับใช้ในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ เกิดเป็นช่องว่างอันตรายระหว่างการทดลองใช้กับ ระบบจริงที่พร้อมใช้งานที่ขาดทั้งโครงสร้างพื้นฐานรองรับและกรอบการกำกับดูแลที่ปลอดภัย


ช่องว่างที่กำลังรั้งศักยภาพของ HealthTech

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์กรด้านสุขภาพให้ความสนใจในการลงทุนกับ Digital Transformation อย่างต่อเนื่อง 

จนวันนี้แทบทุกกระบวนการมีระบบดิจิทัลเข้ามารองรับ ตั้งแต่ EMR สำหรับเวชระเบียน LIS สำหรับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ PACS สำหรับภาพทางการแพทย์ ไปจนถึง HIS สำหรับบริหารจัดการกระบวนการต่าง ๆ ระบบเหล่านี้ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อแต่ละระบบถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับงานเฉพาะด้าน ข้อมูลจึงค่อย ๆ ถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ จนเกิดเป็น Data Silos นั่นคือการมีข้อมูลหลายแหล่ง แต่ไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงกับบุคลากรที่ใช้งาน

  • Access Friction: ข้อมูลอยู่ครบ แต่เข้าถึงยาก การที่ข้อมูลผู้ป่วยและองค์ความรู้กระจายอยู่ในหลายระบบ ทำให้การค้นหาข้อมูลที่ต้องการใช้เวลามากกว่าที่ควร

  • System Complexity: บุคลากรต้อง Login, Search และ Cross-check ข้อมูลจาก EMR, LIS, PACS, HIS และเอกสารต่าง ๆ แทนที่จะใช้เวลากับงานที่สร้างคุณค่า ทำให้เสียเวลาไปกับการสลับระบบไปมา

  • Fragmented Data: เมื่อข้อมูลแต่ละส่วนแยกออกจากกัน การมองเห็น Patient Journey หรือภาพรวมของข้อมูลจึงทำได้ยาก

  • Operational Inefficiency: ข้อมูลที่มีอยู่แล้วอาจถูกค้นหาใหม่ บันทึกซ้ำ หรือเกิดการสั่งตรวจซ้ำ เพราะผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเดิมได้อย่างสะดวก

  • Delayed Decisions: เมื่อการตัดสินใจต้องเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง ทุกนาทีที่เสียไปกับการค้นหา คือเวลาที่อาจทำให้การตัดสินใจล่าช้า

  • Lost Data Value: แม้องค์กรจะจัดเก็บข้อมูลและองค์ความรู้จำนวนมหาศาล แต่หากข้อมูลเหล่านั้นค้นหาและเชื่อมโยงไม่ได้ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเป็น Insight ได้อย่างเต็มศักยภาพ


AI Adoption Gap: เมื่อคนพร้อม แต่ระบบยังไม่พร้อม

AI Adoption Gap หรือ ช่องว่างระหว่างการทดลองใช้ AI ในระดับบุคคล กับการนำ AI ไปใช้งานจริงในระดับองค์กร

แม้ว่าการใช้ AI ในระดับบุคคลอาจเริ่มต้นได้ง่าย แต่เมื่อ AI ต้องเข้ามาทำงานกับข้อมูลจริงขององค์กร โดยเฉพาะข้อมูล Healthcare ที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องพึ่งพาความแม่นยำสูง และต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง  

เพราะฉะนั้น การทำ Enterprise AI จึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเลือก LLM ที่เก่งที่สุด แต่คือการสร้าง AI Infrastructure ที่ทำให้ Data, Security, Governance และ Workflow ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากที่สุด


KMAI: จาก Data สู่ Intelligence

นี่คือแนวคิดเบื้องหลังการทำงานของ Sertis KMAI คือ AI ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้จากหลากหลายแหล่ง ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวที่บุคลากรสามารถเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการสื่อสารด้วย Natural Language

จากเดิมที่ผู้ใช้งานต้องเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ข้อมูลนี้อยู่ที่ระบบไหน” KMAI เปลี่ยนให้เป็น “ฉันต้องการรู้อะไร” เพียงพิมพ์คำถามด้วยภาษาธรรมชาติ ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและเรียกดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้ทันที

สิ่งที่เปลี่ยนไปจึงไม่ใช่แค่วิธีค้นหาข้อมูล แต่คือ วิธีที่คนทำงานร่วมกับ Data แทนที่จะต้องรู้ว่าข้อมูลอยู่ระบบใด ต้องเปิดกี่หน้าจอ หรือใช้ Keyword แบบไหน ผู้ใช้งานเพียงบอก AI ว่า ต้องการรู้อะไร แล้ว KMAI ช่วยค้นหา เชื่อมโยง และนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกลับมาในบริบทที่เข้าใจง่าย

จาก System-centric ที่คนต้องปรับตัวเข้าหาหลายระบบ สู่ User-centric ที่เทคโนโลยีปรับตัวเข้าหาวิธีการทำงานของคน เพราะเป้าหมายของ AI ไม่ควรเป็นการเพิ่มอีกหนึ่งระบบให้คนต้องเรียนรู้ แต่คือการทำให้ ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ถูกนำมาใช้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และสร้างคุณค่าได้มากขึ้น


Sertis KMAI + Private LLM: นวัตกรรมที่จะมาสร้างจุดเปลี่ยน

Healthcare AI ต้องทำงานบนข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสม สิทธิ์การเข้าถึงที่ชัดเจน และแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้

นี่คือบทบาทของ KMAI + Private LLM ที่เข้ามาสร้าง Intelligence Layer สำหรับองค์กร เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญตั้งแต่ Patient Records, Clinical Data, Laboratory Results, Medical Imaging, Clinical Guidelines, Research ไปจนถึง Institutional Knowledge ให้สามารถค้นหาและนำมาใช้ได้ภายใต้ Governance และ Security ที่องค์กรกำหนด

KMAI จึงให้ความสำคัญกับ Source & Context เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังข้อมูลต้นทางได้ ช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจในการนำ AI ไปใช้กับงานจริง เพราะใน Healthcare ความฉลาดของ AI ต้องมาพร้อมกับความน่าเชื่อถือ และนี่คือหัวใจของ Trustworthy AI


Measurable Impact: AI ที่ดีต้องวัดผลได้

ความสำเร็จของแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลอง ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Nature Medicine เมื่อเดือนธันวาคม 2025 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ Large Language Models (LLMs) ในงาน Healthcare ตั้งแต่การตอบคำถามทางการแพทย์ ไปจนถึงการสนับสนุนงานและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย

ขณะเดียวกัน งานวิจัยใน npj Digital Medicine ยังชี้ให้เห็นว่า การนำ LLM มาใช้ใน Healthcare จริงจำเป็นต้องพิจารณาเรื่อง Data Privacy, Security, Governance, Control และการเชื่อมต่อกับ Infrastructure ขององค์กรควบคู่ไปกับความสามารถของ AI ด้วย โดยมีผลวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง

  • Active Engagement: บุคลากรทางการแพทย์กว่า 1,028 ราย เข้าใช้งานระบบอย่างต่อเนื่องด้วยสัดส่วน Active Users รายสัปดาห์สูงถึง 54.6% เกิดการโต้ตอบรวมกว่า 14,910 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 5 เดือน

  • Documentation Efficiency: ระบบช่วยเขียน Discharge Summary และจัดทำรายงานทางการแพทย์ให้อัตโนมัติ สามารถลดเวลาการทำเอกสารได้สูงสุดถึง 50% คืนเวลาให้แพทย์ได้ 2–3 ชั่วโมงต่อช่วงเวลาการทำงาน

  • Diagnostic Accuracy: ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคขึ้น 23% จากการที่แพทย์สามารถเข้าถึงประวัติการรักษาและเคสตัวอย่างในอดีตได้อย่างรวดเร็วและครบถ้วน

  • Cost & Process Optimization: ลดการสั่งตรวจแล็บหรือถ่ายภาพรังสีที่ไม่จำเป็นลงได้ 35% ด้วยการเชื่อมโยงและรวมศูนย์ข้อมูลผู้ป่วย

  • Patient Experience: คะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 18% เนื่องจากแพทย์มีเวลาให้กับการดูแลและปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยได้มากขึ้น


Architecture Design: รวดเร็ว เสถียร และปลอดภัยในระดับ Enterprise

การนำ AI มาใช้ในวงการสุขภาพ ข้อมูลและความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด Sertis KMAI จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มาตรฐานข้อบังคับระดับสากลและในประเทศอย่างครบถ้วน:

  • Seamless Integration (Data Engineering): เชื่อมต่อข้อมูลจากหลากหลายระบบและแหล่งข้อมูลให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมรองรับการต่อยอด AI โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเดิมทั้งหมด

  • Maximum Data Privacy (Private LLM & Sovereign AI): ติดตั้งระบบ Air-Gapped Deployment ข้อมูลจะไม่สามารถหลุดออกนอกโครงสร้างพื้นฐานของโรงพยาบาล สอดคล้องกับกฎหมาย PDPA, HIPAA, GDPR และข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข 100%

  • Clinical Safety & Auditability: มีระบบตรวจสอบประวัติการเข้าถึงข้อมูลเต็มรูปแบบ พร้อมการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้งเพื่อความมั่นใจในการทำงาน

  • High Scalability: ออกแบบให้รองรับการใช้งานในระดับองค์กร สามารถขยายขีดความสามารถตามจำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณข้อมูล และความต้องการของแต่ละองค์กร พร้อมรองรับการเติบโตของระบบในระยะยาว


Digital Health ด้วยนวัตกรรม Sertis KMAI 

Sertis KMAI คือคำตอบที่จะพาองค์กรของคุณก้าวข้ามจากการทดลองใช้ AI ไปสู่ การใช้งานจริงระดับองค์กรที่มั่นคงและปลอดภัย เปลี่ยนภาระงานเอกสารให้เป็นเวลาในการรักษา เปลี่ยนเอกสารที่กระจัดกระจายให้เป็นแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ในที่เดียว ยกระดับมาตรฐานการรักษา เพิ่มความพึงพอใจให้ผู้ป่วย และขับเคลื่อนโรงพยาบาลของคุณสู่การเป็นผู้นำด้าน Digital Health อย่างแท้จริง



Have a project in mind?

bottom of page