top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

The Transformation Paradox : สู่การเปลี่ยนแปลงของการทำงานในองค์กร

  • รูปภาพนักเขียน: Sertis
    Sertis
  • 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายองค์กรคงลงทุนกับ AI ไปไม่น้อย ทั้ง AI subscription, enterprise license, workshop ฝึกอบรม และ guideline การใช้งานภายในองค์กร 

หลายทีมเริ่มใช้ AI ช่วยสรุปรายงาน ค้นหาวิเคราะห์ข้อมูล และทำ Presentation ในประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ จน AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานไปแล้ว

แม้การใช้งาน AI จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงของการค้นหาว่าจะเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนได้อย่างไร เพราะการมี AI อยู่ในองค์กร ไม่ได้หมายความว่าวิธีการทำงานหรือกระบวนการตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงไปโดยอัตโนมัติ

ในรายงาน Work Trend Index 2026 ที่สำรวจพนักงานกว่า 20,000 คนจาก 10 ประเทศ Microsoft เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Transformation Paradox ซึ่งอุปสรรคสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี และไม่ได้อยู่ที่ตัวพนักงาน แต่อยู่ที่องค์กรยังไม่สามารถเปลี่ยน AI จาก "เครื่องมือ" ให้กลายเป็น "วิธีการทำงานใหม่" ได้


มี AI แล้ว ไม่ได้แปลว่าองค์กรเปลี่ยนแล้ว

การใช้ AI ในงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมล สรุปประชุม ค้นหาข้อมูล หรือช่วยจัดทำเอกสารต่าง ๆ ล้วนช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากมองลึกลงไป จะพบว่าหลายครั้ง AI ถูกนำมาใช้เพื่อทำงานแบบเดิมให้เร็วขึ้นเท่านั้น ขณะที่วิธีตัดสินใจ กระบวนการทำงาน และโครงสร้างการทำงานหลักขององค์กรยังแทบไม่เปลี่ยน


นี่คือความแตกต่างระหว่าง การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ การออกแบบวิธีทำงานใหม่โดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งของ Workflow


แม้จะดูเป็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่างกันมาก การใช้ AI เพื่อทำงานเดิมได้เร็วขึ้นอาจสร้างประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่การออกแบบ Workflow ใหม่โดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานตั้งแต่ต้น สามารถนำไปสู่รูปแบบการทำงานใหม่ ความสามารถใหม่ และความได้เปรียบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว


คนพร้อมกว่าที่หลายองค์กรคิด

หลายองค์กรมักเชื่อว่าอุปสรรคของการนำ AI มาใช้มักเกิดจากการที่คนในองค์กรยังไม่พร้อม ทั้งในแง่ทักษะ ความเข้าใจ หรือความเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ข้อมูลจาก Work Trend Index 2026 กลับชี้ว่า ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น


พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ต่อต้าน AI ตรงกันข้าม 65% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่ากังวลว่าตัวเองจะตามไม่ทัน หากไม่เรียนรู้การใช้ AI ให้เร็วพอ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าพนักงานจำนวนมากไม่ได้มอง AI เป็นภัยคุกคาม แต่กำลังมองว่าเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต


สิ่งที่น่าสนใจคือ อุปสรรคสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวพนักงาน แต่อยู่ที่ระบบและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยังไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง 


Microsoft พบว่า 45% ของพนักงานรู้สึกปลอดภัยกว่า หากยังคงทำงานตามเป้าหมายและ KPI เดิม แทนที่จะทดลองออกแบบวิธีทำงานใหม่ด้วย AI พูดอีกมุมหนึ่งคือ มีคนจำนวนมากพร้อมจะเปลี่ยน แต่ยังไม่มั่นใจว่าระบบรอบตัวเปิดโอกาสให้พวกเขาเปลี่ยนได้จริงหรือไม่


ยิ่งไปกว่านั้น Microsoft พบว่ามีเพียง 13% ขององค์กรที่ให้การยอมรับหรือให้รางวัลกับพนักงานที่ทดลองใช้ AI เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน แม้ว่าผลลัพธ์จะยังไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นการไม่มีแรงจูงใจอาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะทำงานในรูปแบบเดิมต่อไป


สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ของ AI ไม่ใช่ทักษะส่วนบุคคล

สิ่งที่กำหนดว่า AI จะสร้าง Impact ได้มากน้อยแค่ไหน อาจไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีเลยด้วยซ้ำ Microsoft วิเคราะห์ตัวแปรกว่า 29 ปัจจัย ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร เพื่อหาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ AI สร้างผลลัพธ์ได้จริง และผลลัพธ์ที่ได้คือ 67% ของ AI Impact มาจากปัจจัยระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร การสนับสนุนจากผู้บริหาร หรือแนวทางการบริหารบุคลากร ขณะที่ปัจจัยระดับบุคคลมีผลอยู่ที่ 32%


ตัวเลขนี้สะท้อนว่า หลายองค์กรอาจจะกำลังโฟกัสผิดจุด แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะ AI ของพนักงานเพียงอย่างเดียว องค์กรควรหันกลับมาพิจารณาว่าวัฒนธรรม ระบบการทำงาน และแนวทางการบริหารภายในเอื้อต่อการนำ AI มาใช้ได้มากน้อยเพียงใด 


เพราะต่อให้พนักงานมีความรู้และมีเครื่องมือพร้อมใช้งาน แต่หากวัฒนธรรมองค์กรไม่สนับสนุนการทดลอง หรือระบบการวัดผลยังคงยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก


Manager คือ AI Multiplier ที่สำคัญที่สุด

หากต้องเลือกตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมเปิดรับและใช้ AI ได้จริง คำตอบจากงานวิจัยนี้คือ Manager

Microsoft พบว่า เมื่อหัวหน้าแสดงให้ทีมเห็นอย่างชัดเจนว่าตนเองใช้ AI ในการทำงานอย่างไร ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทีมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพราะหัวหน้ากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน AI แต่เพราะพนักงานได้เห็นตัวอย่างการใช้งานจริง ได้เห็นว่าการใช้งาน AI เป็นเรื่องปกติและสามารถทำได้  


สิ่งที่องค์กรชั้นนำทำแล้วแตกต่าง

Microsoft เรียกองค์กรที่สามารถดึงศักยภาพของ AI ออกมาได้จริงว่า Frontier Firms

ซึ่งสิ่งที่ทำให้องค์กรกลุ่มนี้แตกต่างคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง

โดยองค์กรเหล่านี้ให้ความสำคัญกับสามเรื่องหลัก


  • สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทดลอง: พนักงานสามารถทดลองแนวทางใหม่ ๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าความล้มเหลวครั้งแรกจะถูกมองเป็นความผิดพลาด

  • ปรับระบบการวัดผล: หากองค์กรยังวัดผลด้วย KPI แบบเดิมเพียงอย่างเดียว AI ก็จะถูกใช้แค่เพื่อทำงานเดิมให้เร็วขึ้น แต่หากองค์กรให้คุณค่ากับการเรียนรู้ การทดลอง และการพัฒนากระบวนการใหม่ พนักงานจะมีแรงจูงใจในการคิดใหม่มากขึ้น

  • ให้ผู้นำเป็นตัวอย่าง: การเปลี่ยนผ่านสู่ AI ไม่ได้เกิดจากนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมที่พนักงานเห็นทุกวัน


โอกาสที่ยังเปิดกว้างสำหรับหลายองค์กร

หากองค์กรของคุณยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่ายังมีศักยภาพและโอกาสในการสร้างมูลค่าจาก AI อีกมากที่รอการปลดล็อก


บทเรียนสำคัญจาก Work Trend Index 2026 สรุปได้ว่า ปัญหาของ AI ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องเครื่องมือ และไม่ใช่การขาดคนที่พร้อมเรียนรู้ แต่คือของสภาพแวดล้อมที่ยังไม่เอื้อให้คนกล้าปรับเปลี่ยนวิธีทำงาน ต่อให้มี AI ที่ดีที่สุดในโลก หากองค์กรยังไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการทดลองและการเรียนรู้ AI ก็อาจเป็นเพียงเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งในระบบ ไม่ใช่ความสามารถใหม่ขององค์กร 


หากองค์กรของคุณกำลังมองหาวิธีเปลี่ยน AI จาก "เครื่องมือ" ให้กลายเป็น "ความสามารถใหม่ขององค์กร" ที่ Sertis เราช่วยองค์กรออกแบบ AI Transformation ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การสร้าง AI Adoption Framework ไปจนถึงการพัฒนา AI Solutions ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน


พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ : Contact us

Have a project in mind?

bottom of page