AI governance : เมื่อ AI กำลังก้าวสู่กติกาสากล
- Sertis

- 30 ก.ค.
- ยาว 2 นาที

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และชีวิตประจำวันจนกฎหมายและนโยบายหลายประเทศเริ่มตามไม่ทัน หลายประเทศจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่โลกจะมีกรอบการกำกับดูแล AI ร่วมกัน
นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกมาร่วมหารือเรื่องการกำกับดูแล AI ในระดับโลกอย่างจริงจัง และยกมาเป็นประเด็นสำคัญในการประชุม Global Dialogue on AI Governance ที่สหประชาชาติ (UN) จัดขึ้นที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 6–7 กรกฎาคม 2026
ทำไม UN ถึงมองว่าเรื่องนี้สำคัญ
UN มองว่า ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานการกำกับดูแล AI เพราะยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกล การสร้างกติกาที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องก็ยิ่งยากขึ้น นอกจากนี้ เลขาธิการ UN อันโตนิโอ กูเตร์เรส ยังย้ำว่า หากไม่มีหลักการร่วมกันตั้งแต่วันนี้ ในอนาคตรัฐบาลและประชาชนอาจมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางของ AI น้อยลงเรื่อย ๆ
อีกประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงคือ กำลังประมวลผล AI ของทั้งโลกตอนนี้กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ โดยสหรัฐฯ มีสัดส่วนราว 75% และจีนอีกราว 15% รวมกันเกือบ 90% นั่นหมายความว่า ทรัพยากรที่ใช้พัฒนา AI ของโลกส่วนใหญ่ยังพึ่งพาสองประเทศนี้ UN จึงกังวลว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีและการกระจุกตัวของอำนาจอาจยิ่งรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ในเวทีนี้ยังมีการพูดถึงศักยภาพของ AI ในการสร้างประโยชน์มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI วิเคราะห์โครงสร้างโปรตีนกว่า 200 ล้านชนิดเพื่อเร่งการพัฒนายาและวัคซีน ไปจนถึงการช่วยงานวิจัยด้านสาธารณสุข แต่ผลประโยชน์เหล่านี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องรับมือ เช่น การโจมตีทางไซเบอร์ การหลอกลวงด้วย AI ผลกระทบต่อสุขภาพจิต และการใช้พลังงานของ Data Center (ศูนย์ข้อมูล) ที่เพิ่มขึ้น
ทางฝั่งของ ITU
ก่อนหน้าเวทีของ UN เพียงไม่กี่วัน องค์การโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้เปิดตัว AI for Good Global Commission เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 โดยมีสมาชิกก่อตั้งมากกว่า 40 องค์กร นำโดยประธานาธิบดีรวันดา Paul Kagame, CEO ของ Salesforce Marc Benioff และเลขาธิการ ITU Doreen Bogdan-Martin เป้าหมายคือผลักดันให้ AI มีความน่าเชื่อถือ เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และช่วยลดช่องว่างด้านดิจิทัล โดยเฉพาะในช่วงที่ประชากรโลกกว่า 2.2 พันล้านคนยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
อย่างไรก็ตาม แม้องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งจะผลักดันความร่วมมือและมาตรฐานร่วม แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะเลือกเดินในแนวทางเดียวกัน
ทิศทางของสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ UN พยายามผลักดันความร่วมมือระดับโลก สหรัฐฯ กลับให้ความสำคัญกับการสนับสนุนนวัตกรรมและความมั่นคงทางไซเบอร์มากกว่า ภายใต้ Executive Order 14409 ที่ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 รัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้แนวทางที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนพัฒนา AI ได้ต่อเนื่อง โดยให้บริษัทแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับ Advanced AI Model กับภาครัฐโดยสมัครใจ แทนการกำหนดข้อบังคับที่เข้มงวด
ประเด็นที่หลายคนจับตามองคือ กรณีของ Anthropic เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ระงับการให้บริการ Claude Fable 5 และ Claude Mythos 5 เป็นการชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ แม้ภายหลังจะกลับมาเปิดให้ใช้งาน Fable 5 อีกครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้หลายองค์กรเริ่มมองเห็นความเสี่ยงที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน ได้แก่
รัฐบาลสามารถจำกัดการเข้าถึง AI ได้ในพริบตาเดียว
หลายองค์กรยังไม่มีแผนสำรอง หากผู้ให้บริการ AI หยุดให้บริการ
AI ระดับ Frontier เริ่มถูกมองว่าเป็นทรัพยากรด้านความมั่นคง ไม่ต่างจากพลังงานหรือเทคโนโลยีสำคัญอื่น
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หลายรัฐของสหรัฐฯ ก็เริ่มออกกฎหมาย AI ของตัวเอง เช่น รัฐวอชิงตันกำหนดให้เปิดเผยเมื่อมีการใช้ AI ดัดแปลงเนื้อหา ขณะที่รัฐนิวยอร์กกำหนดให้สื่อข่าวต้องระบุเมื่อใช้ AI และต้องมีมนุษย์ตรวจสอบก่อนเผยแพร่
ทิศทางที่โลกกำลังเดินไป
เมื่อมองจากความเคลื่อนไหวของ UN และสหรัฐฯ จะเห็นว่าการกำกับดูแล AI กำลังพัฒนาไปในสองทิศทางหลัก ฝั่งหนึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างหลักการร่วมระดับสากล เพื่อให้ทุกประเทศมีแนวทางกำกับดูแลที่สอดคล้องกัน ขณะที่อีกฝั่งเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศกำหนดกฎของตัวเอง โดยเน้นส่งเสริมนวัตกรรมและเข้าแทรกแซงเฉพาะเมื่อมีประเด็นด้านความมั่นคงหรือความเสี่ยงสำคัญ
ความท้าทายคือ หากแต่ละประเทศมีกฎที่แตกต่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ การพัฒนาและการใช้งาน AI ข้ามพรมแดนก็จะซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย ทั้งในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการให้บริการ AI ในหลายประเทศพร้อมกัน
แล้วไทยควรรับมืออย่างไร
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศ สำหรับองค์กรไทย มี 5 เรื่องที่ควรเริ่มเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้
อย่าพึ่งผู้ให้บริการ AI รายเดียว : หากบริการที่ใช้งานอยู่ถูกจำกัดหรือหยุดให้บริการจากปัจจัยด้านนโยบายหรือความมั่นคง องค์กรที่มีทางเลือกหรือแผนสำรองจะสามารถรับมือกับผลกระทบได้ดีกว่า
ลงทุนกับคนควบคู่กับการลงทุนด้าน AI : เครื่องมืออาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่ทักษะการใช้ AI การคิดวิเคราะห์ และการตรวจสอบข้อมูล ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความได้เปรียบในระยะยาว
วาง AI Governance ให้ชัดเจน : กำหนดแนวทางการใช้งาน AI ตั้งแต่ประเภทข้อมูลที่สามารถนำเข้าได้ งานที่ต้องมีมนุษย์ตรวจสอบ ไปจนถึงแผนรับมือหากระบบ AI ที่ใช้งานเกิดปัญหา
ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล : แม้ไทยอาจไม่ได้แข่งขันสร้างโมเดล AI ระดับโลก แต่การลงทุนด้านข้อมูล คลาวด์ และระบบประมวลผล จะช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาและต่อยอดการใช้งาน AI ได้มากขึ้น
มีส่วนร่วมกับการกำหนดมาตรฐานระดับสากล : การติดตามและเข้าร่วมเวทีความร่วมมือด้าน AI จะช่วยให้ไทยเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และไม่ต้องเป็นเพียงผู้ปรับตัวตามกติกาที่ผู้อื่นกำหนด
บทสรุป: สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความพร้อมในการปรับตัว
การประชุมที่เจนีวาแสดงให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นประเด็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์พอ ๆ กับการเป็นเทคโนโลยีใหม่ ในวันที่กฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครมี AI ที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่ใครสามารถปรับตัวได้เร็วและมีทางเลือกมากพอเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Private LLM มากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยให้นำ AI มาใช้กับข้อมูลภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว Private LLM ยังช่วยให้องค์กรควบคุมการจัดการข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น ลดการพึ่งพาผู้ให้บริการเพียงรายเดียว และรองรับข้อกำหนดด้าน AI Governance ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในอนาคต
ที่ Sertis เรามีผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยองค์กรพัฒนาและนำ AI ไปใช้งานอย่างปลอดภัย ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การพัฒนา Private LLM ไปจนถึงการออกแบบระบบที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถใช้ AI ได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน


