top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

The Pilot-to-Production Gap: ทำไมการใช้ AI Agent ถึงไม่สามารถใช้งานได้จริง

รูปภาพนักเขียน: Sertis
Sertis
11 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

หลายองค์กรกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า The Pilot-to-Production Gap หรือ ช่องว่างระหว่าง AI ที่สามารถสร้าง Demo ได้ กับ AI ที่สามารถทำงานอยู่ใน Business Workflow จริง และยิ่งเมื่อองค์กรเริ่มก้าวจาก Generative AI ไปสู่ AI Agent ความท้าทายนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะ AI Agent ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่ต้องสามารถเข้าใจสถานการณ์ ตัดสินใจ เรียกใช้ข้อมูล เชื่อมต่อระบบ และลงมือทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ ภายใต้ข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ขององค์กร

ดังนั้น การนำ AI Agent ไปใช้งานจริง จึงไม่ใช่เพียงการเลือกโมเดล AI ที่เก่งที่สุด แต่คือการออกแบบ Operating Model ใหม่ขององค์กร

ซึ่ง ปัจจุบัน กว่า 88% ของโครงการ AI นำร่อง (Pilots) ล้มเหลวและไปไม่ถึงขั้นใช้งานจริง แม้หลายองค์กรจะมีความตื่นตัวในการใช้ AI สูง แต่ความท้าทายที่แท้จริงมักเริ่มขึ้นเมื่อถึงเวลาต้องไปใช้งานจริง  เพราะ AI ไม่ใช่แค่การทดลองใช้ซอฟต์แวร์ แต่คือ การปรับเปลี่ยนโมเดลการทำงาน (Operating Model Shift) ที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันใน 3 มิติหลัก:

  • Repeatable Processes: วางมาตรฐานการทำงานให้ขยายผลได้ต่อเนื่อง

  • Trusted & Governed Data: สร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำ ปลอดภัย และตรวจสอบได้

  • Clear Ownership: เชื่อมการทำงานร่วมกันระหว่าง IT, Security และแต่ละธุรกิจ


Core Bottlenecks: สาเหตุและอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข 

ปัจจัยหลักที่ขัดขวางการปรับใช้ AI Agent ประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ:

  • Evaluation & Observability: ผลลัพธ์ของ AI มักมีความไม่แน่นอน (Non-determinism) ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

  • Governance & Compliance: 57% ขององค์กรมักขาดความชัดเจนเรื่องบทบาท ความรับผิดชอบ กระบวนการทำงาน และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล 

  • Data Readiness & Integration: 46% มักเจอปัญหาการเชื่อมต่อกับระบบเดิมที่มีอยู่ และ 42% ขาดข้อมูลที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์


Key Actionable Strategies: แนวทางแก้ปัญหาและกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ 

12% ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI Agent ไปใช้งานจริง มีรูปแบบการดำเนินงานร่วมกันดังนี้:

  • Organizational Change: อย่าเริ่มจากคำถามว่า “จะใช้ AI Model อะไร” แต่ควรเริ่มจาก “Business Problem ไหนที่เราต้องการแก้” แล้วจึงค่อยออกแบบว่า AI Agent ต้องทำอะไร ใช้ Data แบบไหน และต้องเชื่อมต่อกับระบบใด เพื่อให้ AI ตอบโจทย์ธุรกิจได้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ การปรับปรุงต้องครอบคลุมทั้งกระบวนการ บุคลากร และกฎระเบียบ ไม่ใช่พึ่งพาเพียงการอัปเกรดเทคโนโลยี

  • Data Infrastructure First: หาก Data ยังไม่พร้อม การเพิ่ม AI Agent ก็อาจยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้องค์กร ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการวาง Data Foundation ที่แข็งแรง ตั้งแต่ Data Quality, Data Access, RAG, Integration, Security ไปจนถึง Monitoring เพราะ AI ที่ดีไม่ได้แค่รู้ แต่ต้องเป็นการรู้จากข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และพร้อมใช้งาน การเร่งเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล วางระบบ RAG และระบบเชื่อมต่อข้อมูลข้ามแอพพลิเคชัน เพื่อให้ AI ทำงานบนข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

  • Specialized Use Cases: เนื่องจากต้นทุนการปรับใช้ระดับองค์กรอาจสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป การจัดการ Governance จึงไม่ควรเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนจนขัดขวางการใช้งาน AI แต่ควรปรับระดับการควบคุมให้เหมาะกับความเสี่ยงของแต่ละ Use Case โดยความเสี่ยงสูงต้องมี Guardrail ที่เข้มงวดขึ้น ส่วนความเสี่ยงต่ำสามารถใช้ Workflow ที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น AI Agent ที่วิเคราะห์ข้อมูลภายในอาจไม่ต้องมีขั้นตอนอนุมัติมากเท่ากับ Agent ที่สามารถทำธุรกรรมหรือแก้ไขข้อมูลสำคัญ แนวทาง Risk-based Governance จึงช่วยให้องค์กรสร้างสมดุลระหว่าง ความปลอดภัย การควบคุม และความคล่องตัวในการนำ AI ไปใช้งานจริง

    การเริ่มต้นจึงควรเจาะจง AI Agent เฉพาะทางที่มีขอบเขตชัดเจน แม่นยำ และวัดผลตอบแทนได้อย่างชัดเจน มากกว่าการใช้ General-purpose Chatbot

  • Adaptable Governance: สิ่งที่สำคัญไม่ใช่จำนวน AI Agent ที่องค์กรสร้างได้ แต่คือ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ลดเวลาการทำงาน เพิ่ม Productivity ลดข้อผิดพลาด หรือสร้าง Revenue ที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือผลลัพธ์เหล่านี้สามารถขยายไปยัง Workflow อื่น ๆ ได้หรือไม่ เพราะนี่คือความแตกต่างระหว่างการทำ AI Project กับการขับเคลื่อน AI Transformation อย่างแท้จริง การกำหนดขอบเขตการทำงาน กระบวนการอนุมัติ และระบบติดตามตรวจสอบที่ครอบคลุมโดยไม่สร้างขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น


เปลี่ยน AI จาก Experiment ให้กลายเป็น Business Capability

ในช่วงแรกของ Generative AI องค์กรต่างแข่งขันกันว่าใครจะทดลองและนำ AI มาใช้ได้เร็วกว่า แต่การแข่งขันในระยะต่อไปกำลังเปลี่ยนไป เพราะความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การมี AI Tools มากที่สุด แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้ AI ทำงานร่วมกับคน ข้อมูล และระบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรที่ทำได้จะสามารถเปลี่ยน AI จาก Experiment สู่  Operating Model และต่อยอดไปสู่ Competitive Advantage ได้ในที่สุด ดังนั้น การนำ AI Agent ไปใช้งานจริงจึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ให้ AI สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

Bridging the Gap from AI Pilot to Production

ที่ Sertis เราพร้อมพาคุณก้าวข้ามอุปสรรคการนำ AI ไปใช้งานจริง ด้วยแนวทางการปรับใช้ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนโมเดลการทำงาน (Operating Model Shift) อย่างแท้จริง รวมทั้งบริการให้คำปรึกษาและวางกลยุทธ์ด้าน AI ตั้งแต่การประเมินความพร้อม การออกแบบ Use Case และ Workflow การวาง Data & AI Infrastructure ไปจนถึงการนำ AI Agent ไปใช้งานจริง พร้อมดูแลด้าน Governance, Security และ Organizational Change เพื่อให้ AI สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและขยายผลได้อย่างยั่งยืน


Have a project in mind?

bottom of page