เปลี่ยนข้อมูลจากโรงงาน ให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ ด้วย Secure AI Intelligence
- Sertis
- 1 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

องค์กรในภาคการผลิตจำนวนมากกำลังเร่งลงทุนใน Smart Factory เช่น ระบบอัตโนมัติและการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง หลายองค์กรยังไม่สามารถนำข้อมูลจากการผลิต ข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพสินค้า และข้อมูลจาก Supply Chain มาช่วยตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้การตัดสินใจยังช้า ขาดความมั่นใจ และขยายสเกลการใช้งานได้ยาก
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการไม่มีข้อมูล แต่เกิดจากข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายระบบ ความรู้แยกกันเป็นไซโล การตรวจสอบยังต้องทำแบบ Manual รวมไปถึงขาดเครื่องมือ AI ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้สำหรับผู้บริหาร
KMAI + Private LLM by Sertis ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น
แพลตฟอร์ม AI แบบ Private ที่ออกแบบมาสำหรับ Enterprise โดยเฉพาะ สามารถเชื่อมต่อระบบภายในทั้งหมดอย่างเอกสารและข้อมูลต่างๆ สำหรับการทำงานขององค์กรเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้บริหาร วิศวกร นักวางแผน และทีมหน้างาน โดยข้อมูลสำคัญไม่รั่วไหลออกสู่สาธารณะ เมื่อเทียบกับ Pubilc AI ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่า
KMAI + Private LLM ช่วยยกระดับการทำงานของภาคการผลิตได้อย่างไรบ้าง
KMAI ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยอัจฉริยะสำหรับภาคการผลิตได้ดังนี้
เชื่อมข้อมูลทั้งแบบมีโครงสร้างจากระบบการผลิต การตรวจสอบคุณภาพสินค้า การบำรุงรักษา และ Supply Chain ไปจนถึงข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้าง เช่น SOP คู่มือ สัญญา อีเมล และรายงานต่างๆ
ใช้งาน Private LLM ภายในโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบ On-Premise หรือ Private Cloud ทำให้สูตรการผลิต ต้นทุน และเงื่อนไขของซัพพลายเออร์ ยังอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร
ใช้ AI agents เพื่อช่วยตอบคำถาม สร้างเอกสาร และเสนอแนวทางการดำเนินงาน พร้อมเชื่อม workflow โดยอ้างอิงจากวิธีการทำงานจริงขององค์กร
ทั้งหมดนี้ช่วยให้พนักงานสามารถค้นหา วิเคราะห์ สร้างเนื้อหาใหม่ และลงมือดำเนินการจากข้อมูลภายในขององค์กรด้วย AI ได้อย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานระดับ Enterprise
ทำไมผู้นำในภาคการผลิตจึงเลือกใช้ Private AI
การดำเนินงานในภาคการผลิตพึ่งพาความลับทางการค้า สูตรเฉพาะขององค์กร โครงสร้างต้นทุน สัญญากับซัพพลายเออร์ และกระบวนการที่อยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด ซึ่งการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังแพลตฟอร์ม Public AI ถือเป็นความเสี่ยงที่สูง
แต่ KMAI + Private LLM ทำงานภายใน On-Premise หรือ Private Cloud ขององค์กร เพื่อให้มั่นใจว่า
ข้อมูลไม่รั่วไหลออกนอกองค์กร
ผลลัพธ์จาก AI สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
สอดคล้องกับนโยบาย Governance, IT และ Cybersecurity
เป็นไปตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและการตรวจสอบจากลูกค้า
ทั้งหมดนี้ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนระบบอัตโนมัติและสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ โดยยังคงควบคุมระบบและปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างครบถ้วน

ความสามารถของ KMAI + Private LLM ในภาคการผลิต
1. สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารและฝ่ายปฏิบัติการ
KMAI สามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยรายงานจำนวนมาก ให้กลายเป็นข้อมูลสรุปที่ผู้บริหารสามารถใช้ตัดสินใจได้ทันที โดยสังเคราะห์ข้อมูลด้านการผลิต การเงิน Supply Chain และการบำรุงรักษา ให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้ทันที
ผู้บริหารสามารถตั้งคำถามทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้ เช่น
“หากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลต่อกำลังการผลิต การส่งของจากซัพพลายเออร์ และอัตรากำไรของทุกโรงงานในไตรมาสถัดไปอย่างไรบ้าง”
แทนที่จะต้องรอผลการวิเคราะห์หลายสัปดาห์ KMAI สามารถให้คำตอบที่มีโครงสร้าง เปรียบเทียบสถานการณ์ อธิบายความเสี่ยง และสรุปผลกระทบเชิงกลยุทธ์ได้ภายในไม่กี่นาที
สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเร็วในการวางแผนกลยุทธ์ ความแม่นยำของการคาดการณ์ และทำให้การทำงานระหว่างทีมปฏิบัติการและฝ่ายการเงินง่ายขึ้น
2. ออกแบบผลิตภัณฑ์และสร้างรูปแบบสินค้าได้อย่างอัตโนมัติ
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคการผลิตมักล่าช้า เนื่องจากปัญหาด้านการผลิตจริงมักถูกพบในช่วงท้ายของกระบวนการ แต่ KMAI จะประเมินข้อมูลผลิตภัณฑ์ในอดีต ข้อจำกัดของการผลิต ความล้มเหลวจากการใช้งานจริง รวมไปถึงบันทึกด้านคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้าน Design-for-Manufacturing ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
แพลตฟอร์มช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถสร้างรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับศักยภาพของโรงงาน แจ้งเตือนความเสี่ยงที่จะเกิดความคลาดเคลื่อนตั้งแต่ก่อนเริ่มการทดสอบ Pilot Run และเก็บรักษาองค์ความรู้ด้านการออกแบบขององค์กรไว้ ซึ่งมักสูญหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงบุคลากร
ผลลัพธ์คือระยะเวลาในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สั้นลง ลดการแก้ไขงานซ้ำๆ และเพิ่มความสอดคล้องระหว่างทีม R&D และฝ่ายปฏิบัติการให้ดียิ่งขึ้น
3. วิเคราะห์ปัญหาด้านคุณภาพและอธิบายสาเหตุของปัญหาได้อย่างอัตโนมัติ
ทีมควบคุมคุณภาพมักต้องรับมือกับข้อมูลจำนวนมากจากบันทึกการตรวจสอบ sensor logs และรายงานการแก้ไขปัญหา (corrective action) แต่ KMAI ช่วยเชื่อมข้อมูลที่กระจัดกระจายเหล่านี้เข้าด้วยกัน และตรวจจับแพตเทิร์นที่เกิดขึ้นระหว่างกะการทำงาน วัตถุดิบ กระบวนการ และเครื่องจักรได้อย่างอัตโนมัติ
เมื่อเกิดปัญหาด้านคุณภาพ KMAI จะสามารถอธิบายสาเหตุหลักของปัญหาในภาษาที่เข้าใจง่าย โดยอ้างอิงจากข้อมูลในอดีตและรายงานการแก้ไขปัญหาที่เคยมีมาแล้ว สิ่งนี้ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนจากการตามแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารจัดการคุณภาพแบบคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้
ผลลัพธ์ทางธุรกิจคือ ของเสียลดลง แก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น และลูกค้ามีความเชื่อมั่นในสินค้าเพิ่มขึ้น
4. วางแผน Supply Chain และวิเคราะห์สัญญาอย่างชาญฉลาด
KMAI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลซัพพลายเออร์ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งผลงานการส่งมอบวัตถุดิบ เงื่อนไขในสัญญา ประวัติราคา ระยะเวลาขนส่ง และสัญญาณความเสี่ยงที่อาจกระทบ Supply Chain ซึ่งทีมผู้บริหารสามารถจำลองสถานการณ์การหยุดชะงักของ Supply Chain จากนั้นเปรียบเทียบทางเลือกในการจัดหาวัตถุดิบ และตัดสินใจปรับสมดุลระหว่างต้นทุนกับความน่าเชื่อถือได้อย่างมีข้อมูลรองรับ
ระบบยังสามารถตีความเงื่อนไขสัญญาที่ซับซ้อนจากซัพพลายเออร์หลายราย เพื่อเปิดเผยความเสี่ยงแฝง โครงสร้างค่าปรับ และเงื่อนไขด้านปริมาณที่มักถูกมองข้าม
ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการเจรจากับซัพพลายเออร์ เพิ่มความยืดหยุ่นของ Supply Chain และคงอัตรากำไรไว้ได้ในสภาวะที่ตลาดผันผวน

5. จัดทำรายงานด้านกฎระเบียบและจัดทำเอกสารให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ
โรงงานในภาคการผลิตต้องใช้เวลามากในการเตรียมเอกสารตามกฎระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร Compliance บันทึกการสอบเทียบ ใบรับรอง หรือหลักฐานสำหรับการตรวจสอบต่างๆ และ KMAI ก็เข้ามาช่วยให้กระบวนการเหล่านี้เป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้น โดยดึงข้อมูลภายในที่ผ่านการตรวจสอบแล้วมารวบรวมไว้ และสร้างเอกสารที่พร้อมสำหรับการตรวจ Audit พร้อมข้อมูลอ้างอิงที่ตรวจสอบย้อนหลังได้แบบครบถ้วน
ทีม Compliance จะได้รับเอกสารที่จัดโครงสร้างและพร้อมตรวจสอบภายในไม่กี่นาทีแทนการรวบรวมเอกสารด้วยมือ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการทำผิดกฎระเบียบ และลดผลกระทบต่อการทำงานของโรงงานในช่วงที่มีการ Audit
6. เรียนรู้งานและฝึกอบรมบุคลากรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
องค์ความรู้ด้านการผลิตมักกระจายอยู่ในเอกสาร ไดรฟ์ส่วนกลาง หรืออยู่กับประสบการณ์ของพนักงานอาวุโส
KMAI จึงเข้ามาช่วยรวบรวมความรู้นั้นไว้ในผู้ช่วย AI แบบ Self-Service ที่ทีมผลิต วิศวกร และหัวหน้างานสามารถใช้งานได้ด้วยตัวเอง
พนักงานใหม่สามารถถามคำถามเกี่ยวกับการทำงานด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารกันตามปกติและได้รับคำตอบที่ตรงกับบริบทได้ทันที โดยอ้างอิงจาก SOP และเนื้อหาการฝึกอบรมที่ผ่านการตรวจสอบแล้วขององค์กร สิ่งนี้ช่วยลดระยะเวลาในการเริ่มงาน เพิ่มความสม่ำเสมอของกระบวนการทำงาน และลดการขอให้สอนงานแบบไม่เป็นทางการได้
7. ปรับปรุงกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบแนะนำที่เรียนรู้จากผลลัพธ์จริง
KMAI ไม่ได้แค่โชว์ตัวเลข KPI แต่ช่วยดูภาพรวมการทำงานของโรงงานได้แบบเรียลไทม์ และบอกได้ว่าควรปรับตรงไหนเพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น
ระบบจะดูข้อมูลการตั้งค่าเครื่องจักร การใช้พลังงาน ปริมาณงาน คุณภาพสินค้า และตารางการผลิตไปพร้อมกัน แล้วเสนอแนวทางปรับที่เหมาะสม หรือปรับบางจุดให้เป็นอัตโนมัติภายในขอบเขตที่กำหนดไว้แล้ว
ผลคือโรงงานเดินงานได้ลื่นขึ้น ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น ใช้พลังงานคุ้มค่าขึ้น และการผลิตมีความเสถียรในทุกไลน์และทุกกะ
8. วางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้า (Predictive Maintenance) เพื่อให้การทำงานเป็นระบบ
การวางแผนซ่อมบำรุงล่วงหน้า จะสร้างคุณค่าได้จริงเมื่อการคาดการณ์ส่งผลกระทบต่อการผลิตและ Supply Chain โดยตรง ซึ่ง KMAI สามารถเชื่อมข้อมูลสุขภาพของเครื่องจักรเข้ากับใบสั่งงาน อะไหล่ และตารางการผลิตได้
ระบบจะช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานซ่อมบำรุงโดยอัตโนมัติ โดยพิจารณาจากความเสี่ยงต่อรายได้ ผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้า และความสำคัญของกระบวนการ พร้อมช่วยร่างใบสั่งงานและคำขออะไหล่เพื่อรอการอนุมัติ
ทั้งหมดนี้ช่วยเปลี่ยนงานซ่อมบำรุงจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารเครื่องจักรอย่างเป็นระบบ เน้นความเสถียรและความพร้อมใช้งานในระยะยาว
คุณค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้สำหรับผู้บริหารในภาคการผลิต
ด้วย KMAI + Private LLM องค์กรในภาคการผลิตสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนได้ เช่น
ผู้บริหารตัดสินใจได้เร็วและมั่นใจมากขึ้น
Supply Chain แข็งแรงและรับมือกับความผันผวนได้ดีขึ้น
ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็วขึ้น
ประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรสูงขึ้น
Downtime ลดลง และการบำรุงรักษามีเสถียรภาพมากขึ้น
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น องค์กรสามารถใช้งาน AI ในฐานะ Enterprise AI ที่เชื่อถือได้ ครอบคลุมทั้งงานด้านกลยุทธ์ วิศวกรรม การปฏิบัติการ และการดูแลด้านกฎระเบียบ โดยยังคงการกำกับดูแลและการควบคุมไว้ได้อย่างครบถ้วน ตามมาตรฐานขององค์กรในระดับ Enterprise

ทำไมต้อง Sertis
Sertis ส่งมอบ KMAI ในฐานะแพลตฟอร์ม Private AI ระดับ Enterprise ไม่ใช่แค่แชตบอททั่วไป ทีมงานของเราดูแลตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการใช้งานจริง คลอบคลุมสิ่งต่างๆ ดังนี้
โครงสร้าง Private LLM ที่ปลอดภัย
การเชื่อมต่อระบบเชิงลึก เช่น ERP, MES, LIMS, CMMS และ Data Lake
โครงสร้างด้าน Governance, กระบวนการอนุมัติ, และ Framework สำหรับ Audit
กลยุทธ์การขยายการใช้งานแบบ Multi-Plant ที่รองรับการเติบโตในระยะยาว
เราผสานความเชี่ยวชาญด้าน AI Engineering, Data Architecture, และประสบการณ์การส่งมอบงานในอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด เพื่อให้ KMAI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทดลองที่แยกส่วนออกมา
เริ่มต้น AI Transformation ในภาคการผลิตอย่างมั่นใจ
หากองค์กรของคุณกำลังลงทุนใน Smart Factory, Industry 4.0 หรือระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่ KMAI + Private LLM คือเครื่องมือสุดอัจฉริยะที่ปลอดภัยสำหรับคุณ โดยสามารถเพิ่ม ROI พร้อมบริหารความเสี่ยงทั้งด้านการดำเนินงานและกฎระเบียบไปพร้อมกันได้
พูดคุยกับ Sertis เพื่อเริ่มนำ KMAI + Private LLM ไปใช้งานจริงในการผลิตของคุณ https://bit.ly/4jRpI7n
เราช่วยให้องค์กรต่างๆ ก้าวจากข้อมูลที่กระจัดกระจาย ไปสู่การตัดสินใจแบบอัตโนมัติได้อย่างมั่นใจ มีกลยุทธ์ และพร้อมต่อยอดการใช้งานในวงกว้าง