top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

JD.com พลิกเกมธุรกิจใหม่ด้วย Physical AI

รูปภาพนักเขียน: Sertis
Sertis
47 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

จาก AI ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สู่เทคโนโลยีที่สามารถขับเคลื่อนการทำงานในโลกจริง Physical AI กำลังเปิดโอกาสให้องค์กรยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดข้อจำกัดด้านทรัพยากร และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันรูปแบบใหม่

คลังสินค้าที่สามารถจัดการคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาลได้อย่างเป็นระบบ หุ่นยนต์ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายและคัดแยกสินค้า ยานยนต์ไร้คนขับช่วยขนส่งพัสดุ ขณะที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อปรับเส้นทางและจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกจากกัน แต่เชื่อมโยงเป็นกระบวนการดำเนินงานที่สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติได้จริง

นี่คือแนวคิดของ Physical AI เทคโนโลยีที่กำลังขยายขอบเขตของ AI จากโลกดิจิทัลไปสู่โลกกายภาพ และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต

JD.com บริษัทเทคโนโลยีและ E-commerce รายใหญ่ของจีน ซึ่งประกาศ Physical AI Acceleration Plan ในเดือนกันยายน 2026 โดยตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีให้ JD Logistics จัดหาหุ่นยนต์ 3 ล้านตัว ยานยนต์ไร้คนขับ 1 ล้านคัน และโดรนส่งของ 100,000 ลำ

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นเป้าหมายในอนาคต แต่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า Physical AI กำลังได้รับความสนใจใน และอาจเข้ามามีบทบาทสำคัญกับธุรกิจมากกว่าที่คิด

จาก AI ที่ช่วยคิด สู่ AI ที่ลงมือทำในโลกจริง

ที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับ AI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยประมวลผลข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจ แต่การนำคำแนะนำเหล่านั้นไปลงมือทำยังต้องอาศัยคนหรือระบบอื่นเข้ามาดำเนินการ

Physical AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนภาพนี้ ด้วยการนำ AI มาทำงานร่วมกับอุปกรณ์และเครื่องจักรที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ ยานยนต์อัตโนมัติ หรือระบบควบคุมอัจฉริยะ

เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายเทคโนโลยี เช่น Computer Vision และ Sensors ที่ช่วยให้ระบบมองเห็นและรับรู้สิ่งรอบตัว AI Models ที่ใช้วิเคราะห์และวางแผนการทำงาน รวมถึง Robotics และระบบควบคุมที่ช่วยให้ AI สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจให้กลายเป็นการปฏิบัติงานจริง

อย่างไรก็ตาม การทำให้ AI สามารถทำงานในโลกกายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพแวดล้อมจริงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ระบบจึงต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน และทำงานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม

Physical AI กำลังเปลี่ยนโจทย์ของธุรกิจ Logistics แม้ JD.com จะทำให้เราเห็นภาพ Physical AI ผ่านธุรกิจ Logistics ได้อย่างชัดเจน แต่จริง ๆ แล้วเทคโนโลยีนี้ยังมีโอกาสนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้อีกมาก

  • Manufacturing: Physical AI สามารถทำงานร่วมกับหุ่นยนต์และเครื่องจักรเพื่อช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้า หยิบจับชิ้นส่วน หรือสนับสนุนการทำงานในสายการผลิต โดยใช้ข้อมูลจาก Sensors และ Computer Vision เพื่อช่วยตรวจจับความผิดปกติและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ

    สิ่งนี้อาจช่วยลดข้อผิดพลาดในกระบวนการผลิต เพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพ และลดภาระของพนักงานในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ

  • Healthcare: หุ่นยนต์สามารถเข้ามาช่วยงานสนับสนุน เช่น การขนส่งเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือการจัดการคลังยา ช่วยลดภาระงานด้าน Logistics ภายในโรงพยาบาล และเปิดโอกาสให้บุคลากรใช้เวลากับการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น แน่นอนว่าการนำมาใช้งานยังต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการกำกับดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์

  • Retail: ธุรกิจ Retail สามารถนำระบบอัตโนมัติมาช่วยตรวจสอบสินค้าคงคลัง จัดเรียงสินค้า และเติมสินค้าในร้าน โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากหน้าร้านเข้ากับคลังสินค้าและระบบวางแผน เมื่อข้อมูลและกระบวนการทำงานเชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น ธุรกิจก็มีโอกาสบริหารสินค้าได้แม่นยำขึ้น ลดปัญหาสินค้าขาดสต็อก และใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม

สิ่งที่ต้องทำเหมือนกันในทุกอุตสาหกรรมคือ Physical AI สามารถเข้ามาช่วยจัดการงานที่ต้องอาศัยการรับรู้ การตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติได้ แต่การเลือกใช้เทคโนโลยีต้องเริ่มจากการเข้าใจปัญหาของแต่ละธุรกิจ ไม่ใช่เลือกใช้เพียงเพราะเป็นเทรนด์ใหม่

เมื่อ AI ลงมือทำ ความพร้อมของ Data และ Infrastructure ยิ่งสำคัญ

แม้ภาพของ Physical AI จะดูน่าสนใจแค่ไหน แต่การนำมาใช้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อหุ่นยนต์หรือเลือก AI Model ที่ทันสมัยที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะต่อให้มีเทคโนโลยีที่ดีแค่ไหน หากข้อมูลไม่พร้อม ระบบไม่เชื่อมต่อกัน หรือไม่มีแนวทางควบคุมความเสี่ยง ก็อาจทำให้การลงทุนไม่สร้างผลลัพธ์อย่างที่คาดหวัง

  1.  Data Foundation: Physical AI ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้ง Sensors, Cameras, ระบบคลังสินค้า และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้ต้องมีคุณภาพ เชื่อมโยงกันได้ และมีความเป็นปัจจุบันเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ เพราะหากข้อมูลที่ระบบใช้ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ก็อาจส่งผลต่อการรับรู้และการปฏิบัติงานได้โดยตรง

  2. AI & Computing Infrastructure: การทำงานที่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์แบบ Real-time จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ทั้งด้าน Computing, Cloud, Edge Computing และ Network Connectivity

    องค์กรจึงควรประเมินว่าระบบที่มีอยู่สามารถรองรับการประมวลผลและการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ได้มากน้อยเพียงใด

  3. Workflow & System Integration: การนำ Physical AI มาใช้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อสามารถเชื่อมต่อกับระบบที่ธุรกิจใช้อยู่แล้ว เช่น ERP, Warehouse Management System (WMS) และ Transportation Management System (TMS)

    การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ AI สามารถนำข้อมูลจากกระบวนการต่าง ๆ มาใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำงานแยกกันเป็นส่วน ๆ

  4. AI Governance & Safety: เมื่อ AI สามารถควบคุมอุปกรณ์หรือเคลื่อนไหวในโลกจริง ความผิดพลาดก็อาจส่งผลกระทบต่อคนและทรัพย์สินได้มากกว่าการทำงานบนหน้าจอ

สิ่งสำคัญคือ องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนขนาดใหญ่ทันที แต่ควรเริ่มจากการค้นหาว่ากระบวนการใดมีปัญหาหรือมีโอกาสพัฒนา และเลือก Use Case ที่สามารถทดลอง วัดผล และต่อยอดได้จริง

จาก Physical AI สู่ Intelligent Operations

จากกรณีของ JD.com เราเริ่มเห็นแล้วว่า AI กำลังขยับจากการเป็นเครื่องมือช่วยคิดและวิเคราะห์ข้อมูล ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในโลกจริง ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีที่ธุรกิจบริหารจัดการทรัพยากรและดำเนินงานในอนาคต

แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีหุ่นยนต์หรือ AI Model ที่เก่งที่สุดเพียงอย่างเดียว เพราะเบื้องหลังการทำงานที่มีประสิทธิภาพยังต้องอาศัย Data, Infrastructure, System Integration และการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสม

สำหรับองค์กรที่กำลังมองหาโอกาสในการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเริ่มต้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

Building the AI Foundation for the Next Generation of Intelligent Operations

ที่ Sertis เราช่วยองค์กรเปลี่ยนศักยภาพของ AI ให้กลายเป็น Business Impact ที่วัดผลได้จริง ตั้งแต่การประเมิน Business Use Case และวาง AI Strategy ไปจนถึงการพัฒนา AI Solution ที่เชื่อมโยง Data, AI และ Workflow ให้สอดคล้องกับความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละองค์กร

เพราะการก้าวเข้าสู่ยุค Physical AI ไม่ได้ต้องการเพียงเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น แต่ต้องอาศัยรากฐานด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อระบบ และการกำกับดูแลที่พร้อมรองรับการใช้งานจริง

ท้ายที่สุดแล้ว ความได้เปรียบขององค์กรอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีหุ่นยนต์มากที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถทำให้ AI ทำงานร่วมกับคน ข้อมูล และกระบวนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน Source

Have a project in mind?

bottom of page