top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

ลงทุนพัฒนาคนอย่างไร ให้คุ้มค่ากับองค์กร

รูปภาพนักเขียน: Sertis
Sertis
54 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

เมื่อการพัฒนาบุคลากรไม่ได้วัดกันที่จำนวนหลักสูตร แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้จริง และการสร้างโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาบุคลากรเป็นหนึ่งในเรื่องที่องค์กรให้ความสำคัญมาโดยตลอด เรามีทั้งหลักสูตรอบรม การเรียนรู้ออนไลน์ การพัฒนาทักษะเฉพาะทาง และโครงการต่าง ๆ ที่ช่วยให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

แต่มีคำถามหนึ่งที่คิดว่าคนทำงานด้าน People และ HR ควรกลับมาทบทวนอยู่เสมอ

หลังจากที่เราลงทุนเวลาและทรัพยากรไปกับการอบรมแล้ว พนักงานของเราพร้อมนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในการทำงานจริงมากแค่ไหน?

ลองนึกถึงพนักงานขายที่ผ่านการอบรมความรู้เกี่ยวกับสินค้ามาอย่างครบถ้วน แต่เมื่อลูกค้าตั้งคำถามเรื่องราคาหรือเปรียบเทียบกับคู่แข่ง กลับยังไม่มั่นใจว่าจะอธิบายอย่างไร

หรือพนักงานบริการลูกค้าที่รู้ขั้นตอนการจัดการข้อร้องเรียนเป็นอย่างดี แต่เมื่อเจอลูกค้าที่กำลังไม่พอใจจริง ๆ การเลือกคำพูด น้ำเสียง และวิธีรับมือกลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าการอบรมไม่มีประสิทธิภาพ แต่สะท้อนให้เห็นว่าระหว่างการมีความรู้กับการนำความรู้ไปใช้ ยังมีช่องว่างที่องค์กรต้องช่วยเติมเต็ม

เป้าหมายของการพัฒนาบุคลากรไม่ใช่แค่การทำให้พนักงานเรียนจบหลักสูตร แต่คือการทำให้พวกเขามีความสามารถและความมั่นใจมากพอที่จะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานจริง


การพัฒนาคนไม่ควรหยุดอยู่แค่ในห้องอบรม

หนึ่งในความท้าทายของการพัฒนาบุคลากร คือเราอาจให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้มากกว่าการเปิดโอกาสให้พนักงานนำความรู้นั้นมาฝึกใช้

การเรียนรู้แนวคิดหรือวิธีการทำงานเป็นสิ่งจำเป็น แต่ทักษะหลายอย่าง โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การแก้ปัญหา และการตัดสินใจ ไม่สามารถพัฒนาได้จากการฟังหรืออ่านเพียงอย่างเดียว

พนักงานอาจรู้ว่าควรตั้งคำถามอย่างไรเพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้า แต่การตั้งคำถามให้เป็นธรรมชาติและเหมาะกับบทสนทนาจริง เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการฝึกฝน เช่นเดียวกับการจัดการข้อร้องเรียนที่ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกสถานการณ์ เพราะลูกค้าแต่ละคนมีความคาดหวังและการตอบสนองที่แตกต่างกัน

การฝึกผ่านสถานการณ์จำลอง หรือ Role-play จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้พนักงานได้ทดลองใช้ความรู้ ฝึกตัดสินใจ และเรียนรู้จากสิ่งที่ตัวเองทำ ก่อนต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง ที่สำคัญ การฝึกยังเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำผิดพลาดโดยไม่ต้องกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อลูกค้าหรือธุรกิจ

พวกเขาสามารถทดลองใช้วิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน เรียนรู้ว่าวิธีไหนได้ผล และกลับมาปรับปรุงสิ่งที่ยังทำได้ไม่ดี

นี่คือส่วนสำคัญของการเรียนรู้ที่บางครั้งเราไม่สามารถสร้างได้จากการอบรมเพียงอย่างเดียว


ความท้าทายไม่ใช่แค่การจัดอบรมให้ดี แต่ต้องทำให้พนักงานทุกคนมีโอกาสได้ฝึก

ในมุมของคนทำงานด้าน People เรามองว่าความท้าทายอีกด้านหนึ่งคือการทำให้การพัฒนาบุคลากรเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

การจัดอบรมหนึ่งหลักสูตรอาจเข้าถึงพนักงานได้หลายสิบหรือหลายร้อยคน แต่การทำให้ทุกคนได้ฝึกทักษะจริงอย่างมีคุณภาพเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะการฝึกแต่ละครั้งต้องใช้เวลา ทั้งจากพนักงาน ผู้ฝึกสอน และผู้ที่มาทำหน้าที่เป็นคู่สนทนา ยิ่งองค์กรมีพนักงานจำนวนมาก มีหลายทีม หรือมีหลายสาขา การจัดให้ทุกคนได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอก็ยิ่งซับซ้อน และในความเป็นจริง การฝึกเพียงหนึ่งหรือสองครั้งอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้พนักงานเกิดความมั่นใจ

ลองนึกถึงพนักงานขายที่ได้รับคำแนะนำหลังการฝึกว่า ควรปรับวิธีตอบข้อโต้แย้งเรื่องราคา หากเขาไม่มีโอกาสกลับมาลองใหม่ คำแนะนำนั้นก็อาจยังไม่ถูกเปลี่ยนเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้จริง แต่การจัดให้ผู้ฝึกสอนมาดูแลพนักงานทุกครั้งที่ต้องการฝึกก็ไม่ใช่สิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่สามารถทำได้ตลอดเวลา

นี่ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เราจะเพิ่มโอกาสในการฝึกฝนให้กับพนักงานได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเวลาและทรัพยากรในการจัดอบรมตามไปด้วยทุกครั้ง? นี่เป็นจุดที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยได้อย่างน่าสนใจ


AI อาจไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนสิ่งที่พนักงานต้องเรียนรู้ แต่เปลี่ยนวิธีที่พวกเขาได้ฝึก

ในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นการนำ AI มาใช้ในงาน HR หลากหลายด้าน ตั้งแต่การสรรหาบุคลากรไปจนถึงการช่วยจัดการงานประจำที่ใช้เวลามาก แต่หนึ่งในโอกาสที่เราคิดว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน คือการนำ AI มาช่วยให้พนักงานได้ฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน

ปัจจุบัน Conversational AI สามารถใช้จำลองบทสนทนาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การขาย การบริการลูกค้า การเจรจาต่อรอง หรือการสื่อสารในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน แทนที่พนักงานจะฝึกตามบทสนทนาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า AI สามารถทำหน้าที่เป็นคู่สนทนาที่ตอบสนองตามสิ่งที่พนักงานพูดได้

ตัวอย่างเช่น ในการฝึกขายสินค้า AI อาจรับบทเป็นลูกค้าที่สนใจสินค้า แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องราคา

หากพนักงานอธิบายได้ดี บทสนทนาอาจดำเนินต่อไป แต่หากยังตอบไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า AI ก็อาจถามเพิ่มเติมหรือยกข้อโต้แย้งใหม่ขึ้นมา พนักงานจึงต้องฝึกฟัง คิด และตัดสินใจว่าจะรับมืออย่างไร ไม่ใช่เพียงจดจำคำตอบที่ถูกเตรียมไว้

ข้อดีอีกอย่างคือพนักงานสามารถกลับมาฝึกซ้ำได้ โดยไม่ต้องรอให้มีผู้ฝึกสอนหรือเพื่อนร่วมงานว่างตรงกัน คนที่ยังไม่มั่นใจสามารถฝึกสถานการณ์เดิมซ้ำได้หลายครั้ง ขณะที่คนที่มีประสบการณ์มากขึ้นก็สามารถฝึกสถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

แนวทางนี้ช่วยให้การพัฒนาทักษะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของพนักงานแต่ละคน


เมื่อการฝึกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น องค์กรก็ใช้ทรัพยากรในการพัฒนาคนได้คุ้มค่าขึ้น

หากมองในมุมขององค์กร ประโยชน์ของการใช้ AI เพื่อช่วยฝึกทักษะไม่ได้มีเพียงเรื่องความสะดวกของพนักงานเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรในการพัฒนาบุคลากรด้วย

ในรูปแบบการฝึกแบบเดิม หากต้องการเพิ่มจำนวนครั้งที่พนักงานได้ฝึก องค์กรก็มักต้องเพิ่มเวลาของผู้ฝึกสอน เพิ่มรอบการอบรม หรือใช้ทรัพยากรในการประสานงานมากขึ้น แต่หาก AI สามารถเข้ามารองรับการฝึกในบางส่วนได้ องค์กรก็มีโอกาสเพิ่มจำนวนครั้งในการฝึก โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้กับผู้ฝึกสอนในสัดส่วนเดียวกัน ผู้ฝึกสอนและหัวหน้างานสามารถนำเวลาไปให้คำแนะนำในเรื่องที่ซับซ้อน ดูแลพนักงานที่ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะด้าน หรือออกแบบแนวทางการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้น ขณะที่พนักงานสามารถฝึกทักษะพื้นฐานหรือสถานการณ์ที่ต้องการทบทวนด้วยตัวเองได้

แน่นอนว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนการพัฒนาบุคลากรจะลดลงทันที เพราะองค์กรยังต้องลงทุนในการออกแบบการฝึก ดูแลระบบ และประเมินประสิทธิผล แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือองค์กรสามารถสร้างโอกาสในการฝึกได้มากขึ้นเพียงใด เมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้

ความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน People Development จึงไม่ควรมองเพียงต้นทุนต่อหลักสูตรหรือค่าใช้จ่ายต่อพนักงานหนึ่งคน แต่ควรมองไปถึงคุณภาพและความต่อเนื่องของการเรียนรู้ที่องค์กรสามารถสร้างให้กับพนักงานได้ด้วย


การฝึกที่ดีต้องทำให้พนักงานเห็นว่าตัวเองพัฒนาไปอย่างไร

อีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญคือ การพัฒนาบุคลากรไม่ควรจบลงเพียงแค่การให้พนักงานได้ฝึก แต่ต้องช่วยให้พวกเขามองเห็นด้วยว่าตัวเองทำได้ดีตรงไหน และยังควรพัฒนาเรื่องอะไร ในการฝึกผ่าน AI ระบบที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยวิเคราะห์บทสนทนาและให้คำแนะนำตามเกณฑ์ที่องค์กรกำหนดได้

เช่น พนักงานสามารถรับฟังและเข้าใจปัญหาของลูกค้าได้ดีเพียงใด ตั้งคำถามได้เหมาะสมหรือไม่ หรือมีช่วงไหนของบทสนทนาที่ควรปรับวิธีสื่อสาร เมื่อพนักงานได้รับคำแนะนำที่ชัดเจน ก็สามารถนำสิ่งเหล่านั้นกลับไปทดลองในการฝึกครั้งต่อไปได้ทันที ในขณะเดียวกัน หากองค์กรนำข้อมูลจากการฝึกมาวิเคราะห์อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยให้เห็นภาพรวมว่าทีมมีจุดแข็งด้านไหน และทักษะใดที่ยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม

ข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยให้ทีม People และหัวหน้างานวางแผนการพัฒนาบุคลากรได้ตรงจุดมากขึ้น แทนที่จะใช้หลักสูตรเดียวกันกับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การประเมินจาก AI ควรเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนา ไม่ใช่สิ่งที่นำมาใช้ตัดสินความสามารถหรือผลงานของพนักงานเพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายของการให้คำแนะนำไม่ใช่การทำให้พนักงานกังวลว่าจะได้รับคะแนนเท่าไร แต่คือการช่วยให้พวกเขารู้ว่าควรพัฒนาตัวเองอย่างไรต่อไป


AI ไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วยให้คนมีโอกาสพัฒนาตัวเองมากขึ้น

แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้การฝึกฝนเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น แต่ว่าบทบาทของผู้ฝึกสอน หัวหน้างาน และทีม People ยังคงมีความสำคัญ AI อาจช่วยจำลองสถานการณ์ ให้พนักงานได้ฝึกซ้ำ และให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ แต่การเข้าใจบริบทขององค์กร การให้คำปรึกษาในสถานการณ์ที่ซับซ้อน และการช่วยให้พนักงานเติบโตในระยะยาว ยังคงต้องอาศัยประสบการณ์และความเข้าใจจากคน

สิ่งที่ควรเปลี่ยนจึงไม่ใช่การนำ AI มาแทนผู้ฝึกสอนทั้งหมด แต่เป็นการออกแบบให้ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันอย่างเหมาะสม แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สะท้อนผ่าน TalkingOS ซึ่งนำ AI มาใช้สร้างสถานการณ์จำลองให้พนักงานฝึกสนทนาและรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจพบในการทำงานจริง

ตั้งแต่การฝึกขายสินค้า การให้บริการลูกค้า ไปจนถึงการเจรจาต่อรอง พนักงานสามารถทดลองวิธีสื่อสารที่หลากหลาย และนำคำแนะนำที่ได้รับกลับไปพัฒนาตัวเองได้

สำหรับองค์กร นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่เป็นโอกาสในการทบทวนว่าเราจะสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเรียนรู้ของพนักงานได้ดีขึ้นอย่างไร


จากการลงทุนกับการอบรม สู่การลงทุนกับความพร้อมของพนักงาน

การพัฒนาบุคลากรในอนาคตควรให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น

แทนที่จะมองเพียงว่าในหนึ่งปีองค์กรจัดอบรมไปกี่หลักสูตร หรือพนักงานใช้เวลาเรียนรู้ไปกี่ชั่วโมง เราอาจต้องถามเพิ่มเติมว่า

พนักงานสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในการทำงานได้มากขึ้นหรือไม่?

พวกเขามีความมั่นใจในการรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทายมากขึ้นแค่ไหน?

และองค์กรสามารถสร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะให้กับพนักงานได้อย่างต่อเนื่องและคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ลงทุนไปหรือไม่?

เพราะสุดท้ายแล้ว การลงทุนพัฒนาคนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อเพิ่มความรู้ แต่เพื่อสร้างบุคลากรที่สามารถทำงานได้ดีขึ้น ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงได้ และเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

การอบรมอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ แต่การได้ฝึกฝนและนำสิ่งที่เรียนไปใช้ต่างหาก ที่ทำให้ความรู้นั้นกลายเป็นความสามารถ

และนี่อาจเป็นสิ่งที่องค์กรควรให้ความสำคัญมากขึ้นในการพัฒนาบุคลากรยุคต่อไป

Have a project in mind?

bottom of page