top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

เทคนิคอ่านใจลูกค้า : จาก Demand Forecasting สู่ Hyper-Personalization 

  • รูปภาพนักเขียน: Sertis
    Sertis
  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางครั้งแบรนด์ถึงส่งโปรโมชันมาได้ถูกจังหวะพอดี?


บางคนเพิ่งเริ่มค้นหาสกินแคร์สำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่กี่วันต่อมาก็เริ่มเห็นคอนเทนต์ รีวิว หรือโปรโมชันที่เกี่ยวข้องปรากฏขึ้นตามช่องทางต่าง ๆ ขณะที่บางคนซื้อกาแฟเป็นประจำทุกเช้า จนได้รับดีลพิเศษที่ตรงกับความต้องการของตัวเองแทบทุกครั้ง


เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เกิดจากการนำ Data และ AI มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อคาดการณ์ความต้องการและนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงเวลา


แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีแบรนด์ในเครือ 20-30 แบรนด์ และมีช่องจำหน่ายครอบคลุมตั้งแต่ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงแพลตฟอร์ม E-Commerce การจะเข้าใจลูกค้าให้ได้ระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในแต่ละวันมีข้อมูลมหาศาลเกิดขึ้นตลอด


เรื่องนี้เป็นปัญหายังไง

แม้จะมีข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ข้อมูลเหล่านั้นมักกระจายอยู่ตามระบบต่าง ๆ และถูกนำมาใช้งานแยกกัน ปัญหานี้เรียกว่า Data Silo หรือการที่ข้อมูลถูกจัดเก็บแยกกันจนไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทำให้แม้ว่าองค์กรจะรู้ว่าลูกค้าซื้ออะไร แต่ยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงซื้อ จะกลับมาซื้ออีกเมื่อไร หรือมีแนวโน้มสนใจสินค้าอะไรต่อไป


นี่คือจุดที่ Data และ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะแทนที่จะใช้ข้อมูลเพื่อมองย้อนกลับไปในอดีตเพียงอย่างเดียว องค์กรสามารถนำข้อมูลมาใช้คาดการณ์พฤติกรรมในอนาคต และเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น


การค้าปลีกไทย: โลกที่ Online และ Offline แยกกันไม่ได้อีกแล้ว

ปัจจุบันตลาด E-Commerce ไทยมีมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตแตะ 1.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 อ้างอิงจาก Campagin Asia  คนไทยไม่ได้ซื้อของผ่านช่องทางเดียวอีกต่อไป แต่มักใช้หลายแพลตฟอร์มสลับกันไปมาในวันเดียว ทั้ง Shopee, TikTok Shop และ Facebook Commerce 


แต่สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ Digital ไม่ใช่คำตอบเดียว ข้อมูลจาก Mordor Intelligence ชี้ว่า Traditional Trade หรือร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังครองส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกไทยกว่า 44.1% ทำให้ช่องทางออฟไลน์ยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญของหลายธุรกิจ 


วันนี้ Online ไม่ได้เข้ามาแทนที่ Offline แต่ทั้งสองช่องทางกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกัน เราจึงเห็นพฤติกรรมการซื้อสินค้ารูปแบบใหม่ เช่น 

  • ROPO  (Research Online, Purchase Offline): การค้นหาข้อมูลออนไลน์แล้วค่อยไปซื้อที่หน้าร้าน

  • Showrooming: ไปดูสินค้าจริงที่หน้าร้านก่อนกลับมาสั่งซื้อออนไลน์


เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง Offline และ Online เริ่มหายไป ความซับซ้อนจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงจำนวนแบรนด์และช่องทางจำหน่ายที่องค์กรต้องบริหารไปพร้อมกัน


3 ขั้นของการอ่านใจลูกค้าด้วย Data + AI

การเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ สามารถทำได้ผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ


Step 1: Demand Forecasting (คาดการณ์ว่าลูกค้าต้องการอะไร)

แทนที่จะพึ่งพาแค่ยอดขายย้อนหลัง AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกัน ทั้งยอดขาย พฤติกรรมการซื้อ แคมเปญการตลาด เทศกาล และเทรนด์บนโลกออนไลน์ เพื่อคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าในอนาคต


ระบบนี้จะช่วยให้องค์กรวางแผนสต็อกสินค้าได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะช่วง Mid month หรือ Double digit อย่าง  11.11, 12.12 ลดทั้งปัญหาสินค้าขาดและสินค้าคงค้าง


Step 2: Assortment Optimization (การจัดสินค้าให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง)

เมื่อรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ขั้นตอนต่อมาคือการทำให้สินค้านั้นพร้อมขายในช่องทางที่เหมาะสม AI สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสินค้าอะไรควรวางขายที่สาขาไหน ช่องทางอะไร และในปริมาณเท่าไร เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละพื้นที่


ผลลัพธ์คือ สามารถใช้พื้นที่ขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มยอดขาย ลดสินค้าคงค้าง และช่วยควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะในช่องทางออฟไลน์ที่พื้นที่บนชั้นวางมีจำกัดและมีต้นทุนสูงกว่าช่องทางออนไลน์


Step 3:  Hyper-Personalization (การทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล)

เมื่อข้อมูลจากหลายช่องทางถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน AI จะเริ่มมองเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่มนุษย์สังเกตได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ลูกค้าสนใจ ช่วงเวลาที่มักตัดสินใจซื้อ หรือประเภทของโปรโมชันที่ตอบโจทย์แต่ละคน


ความเข้าใจเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น ทำให้สามารถนำเสนอสินค้า โปรโมชัน หรือคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างแม่นยำจนลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจความต้องการของตนเองจริง ๆ โดยไม่ต้องบอกออก


ความท้าทายของตลาดการค้าไทย

แม้เทคโนโลยีจะพร้อมมากขึ้น แต่การนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงในไทยยังมีความท้าทายหลายด้าน 

  1. Traditional Trade ยังเก็บข้อมูลได้ยาก: ร้านโชห่วยและร้านค้าดั้งเดิมยังเป็นช่องทางกระจายสินค้าหลักของไทย แต่ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในรูปแบบเอกสารหรือระบบที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับส่วนกลาง ยิ่งมีหลายแบรนด์ในเครือ ความซับซ้อนในการรวบรวมข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

  2. Multi-Platform Fragmentation: ผู้บริโภคไทยกระจายตัวอยู่บนหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง LINE, Facebook, Shopee และ TikTok การสร้าง Unified Customer Profile ที่สามารถมองเห็นลูกค้าคนเดียวกันในทุกช่องทางจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

  3. ข้อกำหนดด้านกฎหมาย PDPA: ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การทำตลาดแบบเฉพาะบุคคลข้ามแบรนด์จำเป็นต้องอยู่บนฐานความยินยอม หรือ Consent ที่ถูกต้องและชัดเจน ปลอดภัยตามกฎหมาย


เริ่มต้นสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจตั้งแต่วันนี้

เมื่อข้อมูลจากทุกช่องทางถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์ AI จะกลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้องค์กรเข้าใจลูกค้าในระดับลึกกว่าเดิม คาดการณ์ความต้องการได้แม่นยำที่สุด และสร้างประสบการณ์ที่มัดใจลูกค้าได้ดีกว่าที่เคย


ที่ Sertis เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญมากประสบการณ์ที่พร้อมเข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของคุณในหลากหลายด้าน ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ (AI Strategy) การจัดระเบียบและควบคุมดูแลข้อมูล (Data Governance) ไปจนถึงการพัฒนา AI Solutions สร้างระบบ Demand Forecasting และการประเมินประสิทธิภาพโปรโมชัน (Promotion Effectiveness) เพื่อให้กลุ่มธุรกิจสามารถมองเห็น เข้าใจ และแนะนำสินค้าที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ


พูดคุยและปรึกษาแนวทางการยกระดับธุรกิจด้วย AI ร่วมกับทีม Sertis ได้ที่นี่: Contact us

Have a project in mind?

bottom of page