top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

เตรียมรับมือกับภัยคุกคามของ Deepfake

รูปภาพนักเขียน: Sertis
Sertis
14 พ.ย. 2562
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 26 เม.ย. 2565



ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ช่วยให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้ขอบเขต และพัฒนาวงการสื่อสารมวลชนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากยุคก่อนที่มีการส่งสารแบบจังหวะเดียว (One - Step Flow) หรือรับสารทางเดียว ไปสู่การสื่อสารแบบสองทาง (Two Way Communication) ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร จนถึงปัจจุบันที่ผู้รับสารสามารถที่จะสร้างเนื้อหา (content) ได้ด้วยตัวเอง และเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ได้อย่างอิสระ

​ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสร้างประโยชน์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่เทคโนโลยีเองก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากถูกนำไปใช้ในเชิงสร้างสรรค์ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล แต่หากนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การบิดเบือนข่าวสาร การส่งต่อข่าวเท็จ หรือการสร้างข่าวเท็จ (Disinformation) ก็อาจสร้างความเสียหาย ทั้งในระดับบุคคลและในวงกว้าง อาทิ การสร้างความเสียหายให้กับแบรนด์สินค้า สร้างความเสียหายทางการดำเนินธุรกิจ การสร้างความสับสนเพื่อลดความเชื่อจากสาธารณชน (Public trust) ที่มีต่อสังคม การเมือง และการปกครอง ยิ่งไปกว่านั้นการทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อ จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เปราะบาง และจุดมุ่งหมายสุดท้ายของผู้ไม่หวังดีคือ ความต้องการให้คนตั้งคำถามหรือไม่เชื่อใจกับทุกสิ่ง ยิ่งทุกวันนี้ที่เทคโนโลยีเอไอ (AI : Artificial Intelligence) มีประสิทธิภาพที่สามารถส่งเสริมการสร้างข้อมูลที่ผิดได้อย่างแยบยล ยกตัวอย่างเช่น

​

- การเลียนแบบเสียงของคนอย่างการให้บริการของ Lyrebird or Baidu DeepVoice

- เครื่องมือที่ช่วยในการตัดต่อ - ลบภาพ เช่น Adobe Cloak

- การสลับใบหน้าหรือแปลงการขยับหน้า ตา ปาก ของคนคนหนึ่งไปเป็นของอีกคนหนึ่ง เช่น Face2Face, FaceSwap, Deep Video Portraits หรือ LipSync Obama project​ และ ดีพเฟค (Deepfake) คืออีกหนึ่งรูปแบบของการปลอมแปลงเนื้อหาตั้งแต่ข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ หรือแม้กระทั่งบทความ เช่น การตัดต่อใบหน้าของดาราไปใส่ในวิดิโออนาจาร การปลอมแปลงวิดีโอที่ทำให้คนพูดประโยคที่ต่างจากวิดีโอต้นฉบับ การปลอมแปลงเสียง และการเขียนข่าวลวงที่ทำให้ประชาชนเชื่อถือ ซึ่งผลงานที่ดีพเฟคสร้างขึ้นนั้นมีความแนบเนียน สมจริง ยากที่จะให้คนที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถแยกแยะเองได้ ซึ่งสถิติการเติบโตของวิดีโอดีพเฟคจากช่วงสิ้นปี 2018 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตขึ้นเกือบ 100% โดยมีจำนวนวิดีโอดีพเฟคสูงถึง 14,678 วิดีโอ (96% เกี่ยวข้องกับหนังอนาจาร)

การทำงานของดีพเฟคคือการนำเอไออัลกอริทึม (AI algorithm) ประเภท Deep Learning Algorithm ที่มีโครงสร้างที่เรียกว่า GANs (Generative Adversarial Networks) ซึ่งโดยปกติเอไออัลกอริทึมประเภทนี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic data) เพื่อสร้างข้อมูลเพิ่มในงานวิจัยต่างๆ และใช้ตรวจจับความผิดปกติของข้อมูล (fraud) รวมถึงสามารถตรวจจับดีพเฟคได้ด้วยเช่นกัน

​รู้อย่างนี้แล้ว หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชน ควรเตรียมพร้อมรับมือกับดีพเฟค รวมถึงสื่อออนไลน์ที่อาจมาในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงวงกว้างระดับประเทศ ด้วยวิธีการดังนี้

​1. Self เริ่มต้นจากตัวเราเอง เพิ่มความระมัดระวัง คิดก่อนลงข้อความหรือแชร์ข้อมูลต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะสิ่งที่เราสื่อออกไปอาจเป็นประโยชน์หรือโทษก็ได้

​2. Social / Global inclusion ดีพเฟคเป็นภัยคุกคามระดับประเทศและนานาชาติ ดังนั้นทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องข้อมูลที่เผยแพร่ในช่องทางต่างๆ รับและส่งต่อข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ อีกทั้งควรมีกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อ และควรมีความร่วมมือระดับนานาชาติในการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทั้งในและต่างประเทศ มีกระบวนการรายงานและแนวทางการจัดการที่ชัดเจน เพราะงานลักษณะนี้มีตลาดที่ให้บริการทั่วโลก

​3. Research สร้างความร่วมมือให้เกิดการทำงานร่วมกันข้ามสาขาวิชา (Cross-disciplinary) โดยร่วมมือกับองค์กรชั้นนำเพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญและแบ่งปันแนวทางในพัฒนาเทคโนโลยีในการตรวจจับดีพเฟค เพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม

​4. Collaboration การร่วมมือกันทั้งจากกลุ่มสื่อมวลชน (Mass media) กลุ่มประชาสังคม (Civil society) กลุ่มเทคโนโลยี ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม (platform) หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ในการทำความเข้าใจถึงภัยคุกคาม รวมทั้งสร้างมาตรการความช่วยเหลือ เพื่อให้เกิดการประสานงานที่จะป้องกันภัยคุกคามครอบคลุมในวงกว้าง

​5. Ethical ควรส่งเสริมให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้งานเอไอคำนึงถึงจริยธรรมในการออกแบบและใช้งานเอไอ รวมถึงมีการกำหนดมาตรฐานการใช้งานทั้งระดับการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน

​นอกจากนี้ในการพัฒนาหรือวิจัยเทคโนโลยีต่างๆนั้น เราควรคำนึงถึงความเสี่ยงและผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นต่อมนุษย์และสังคมทั้งในเชิงบวกและลบ รวมถึงความเสี่ยงที่จะมีการนำงานวิจัยไปใช้ในทางที่ไม่ดี ซึ่ง Aviv Ovadya ผู้ก่อตั้ง The Thoughtful Technology Project และ Jess Whittlestone ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Leverhulme Centre for the Future of Intelligence ได้ให้คำแนะนำไว้ดังต่อไปนี้

​

1. เพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตของความเสี่ยง และยุทธศาสตร์การจัดการความเสี่ยง

a) พัฒนาภาษามาตรฐานที่ทุกคนสามารถเข้าใจตรงกัน เพื่อใช้ในการสื่อสารปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยง การปองร้าย และการจัดการกับการเผยแพร่งานในพื้นที่สาธารณะ

b) ร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเสี่ยงของงานวิจัยด้าน Machine Learning (ML)

c) วางแผนรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในการลดความเสียหายจากการนำเอางานวิจัยไปใช้ในทางที่ผิด

​2. สร้างมาตรฐานเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มนักวิจัยเกิดความเข้าในเกี่ยวกับผลกระทบของงานวิจัยทางด้าน Machine Learning (ML)

a) กำหนดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับเรื่องของความท้าทายในการเผยแพร่ผลงานด้านการวิจัย

b) สร้างความตระหนักถึงความเสี่ยงของงานวิจัยด้าน ML รวมถึงการมีส่วนร่วมของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และผู้ที่มีส่วนช่วยในจัดการความเสี่ยง

c) สนับสนุนงานประเมินผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบของงานวิจัย

​3. สนับสนุนสถาบันและระบบที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการวิจัย ML

a) สนับสนุนให้เกิดขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงของโครงการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญ ก่อนดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อนักวิจัย

b) สร้างระบบการตรวจสอบและจัดการงานวิจัย ที่อนุญาตให้นักวิจัยท่านอื่นสามารถเข้าถึงและช่วยตรวจสอบได้

c) พัฒนาขั้นตอนการเผยแพร่งานวิจัยที่อาจจะมีความเสี่ยง เพื่อทำให้งานวิจัยบางอย่างสามารถเผยแพร่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

แม้ว่าเราจะเตรียมตัวกับภัยคุกคามของดีพเฟคไว้พอสมควรแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นปัญหาอื่นๆ ที่ชวนคิดอีกมากมาย เช่น

​1. การใช้เทคโนโลยีเอไอเพื่อตรวจจับดีพเฟค คงเป็นเพียงแค่การให้คำแนะนำที่ไม่สามารถสรุปให้ชัดเจนได้ เพราะดีพเฟคเป็นได้ทั้งในลักษณะของการล้อเลียน การแต่งนิยาย ข่าวลวง การแยกแยะในบริบทแต่ละประเภทอาจต้องใช้สื่อ หรือแพลตฟอร์มที่สามารถมาช่วยกลั่นกรอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้ความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการช่วยกันตรวจสอบและสามารถรายงานได้อย่างรวดเร็ว

2. การเข้าถึงเทคโนโลยีในการตรวจจับดีพเฟคเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเพื่อปกป้องกลุ่มคนที่เปราะบาง

3. การตรวจจับดีพเฟคปกติมักจะเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ไม่ดีได้เกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งจะสายเกินไปสำหรับเหยื่อที่ได้รับความเสียหาย เราจึงควรมีกฎหมายที่พร้อมจะปกป้องผู้ตกเป็นเหยื่อ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก รวมถึงการกระทำที่เกิดขึ้นนอกประเทศ เพราะดีพเฟคอาจถูกใช้เป็นอาวุธจากนอกประเทศเพื่อทำให้เกิดความสับสนของคนในประเทศได้เช่นกัน

​ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่คนเรามีหลายตัวตน ทั้งในโลกแห่งความจริงและในโลกเสมือนจริง ซึ่งมีทั้ง Cyberspace, Virtual Reality, หรือแม้กระทั่ง Augmented Reality สิ่งที่เราเห็นนอกจากจะเป็นสิ่งที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อประโยชน์ในการสื่อสาร การเรียนรู้ และความบันเทิงแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ดีพเฟคสามารถเข้ามาสร้างความสับสน และส่งผลต่อความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนในสังคม เพราะฉะนั้นประชาชนทุกคน ตั้งแต่ระดับ เด็ก ผู้ใหญ่ ครอบครัว สังคม และองค์กรต่างๆ ควรมีส่วนร่วมในการสร้างจิตสำนึกของการใช้เทคโนโลยี เพื่อลดความเสี่ยงของการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

​ถ้าเราไม่เริ่มต้นที่ตัวเราแล้วใครจะทำ ใช่ไหมครับ



References:

- 2019 Brand Disinformation Impact Study

https://www.newknowledge.com/articles/2019-brand-disinformation-impact-study/

​

​- The biggest threat of Deepfakes isn’t the Deepfakes themselves

https://www.technologyreview.com/s/614526/the-biggest-threat-of-deepfakes-isnt-the-deepfakes-themselves

​- Social Engineering And Sabotage: Why Deepfakes Pose An Unprecedented Threat To Businesses

https://deeptracelabs.com/social-engineering-and-sabotage-why-deepfakes-pose-an-unprecedented-threat-to-businesses/

​- Text-based Editing of Talking-head Video

https://www.ohadf.com/projects/text-based-editing/

​- Researchers, scared by their own work, hold back “Deepfakes for text” AI

https://arstechnica.com/information-technology/2019/02/researchers-scared-by-their-own-work-hold-back-deepfakes-for-text-ai/

​- Reducing malicious use of synthetic media research: Considerations and potential release practices for machine learning

https://arxiv.org/abs/1907.11274

​- Prepare, Don’t Panic: Synthetic Media and Deepfakes

https://lab.witness.org/projects/synthetic-media-and-deep-fakes/


Have a project in mind?

bottom of page