top of page
Sertis
AC_member_horizontal_reversed_fullclr_PNG.png

Legal Intelligence Infrastructure โครงสร้าง AI ที่สำนักงานกฎหมายยุคใหม่ไว้วางใจ

  • รูปภาพนักเขียน: Sertis
    Sertis
  • 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ทำไม Law Firms ชั้นนำถึงเริ่มสร้าง “ระบบความรู้” ขึ้นมาใหม่

สำนักงานกฎหมาย หรือ Law Firms ทุกวันนี้ต้องรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นในทุกๆวัน ตั้งแต่ตัวอย่างคดีในอดีต สัญญาหลากหลายรูปแบบ คำพิพากษาของศาล แนวทางการตีความกฎหมายในทางปฏิบัติ ไปจนถึงความเห็นและประสบการณ์จากทีมกฎหมายที่สั่งสมมาหลายสิบปี


แต่ในโลกการทำงานจริงที่ทุกอย่างแข่งกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นเดดไลน์ในการทำงาน การตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก หรือคดีที่มีความเสี่ยงสูง ทีมกฎหมายจำนวนไม่น้อยกลับยังหาข้อมูลที่ “ใช่” ไม่เจอในจังหวะที่ต้องใช้มากที่สุด ทำให้การทำงานยังไม่เร็วเท่าที่ควร


ทนายความยังต้องไล่ค้นหาจากระบบเดิมๆ เช่น โฟลเดอร์เก่า อีเมล หรือไดรฟ์ส่วนตัว การวิเคราะห์กฎหมายหลายครั้งต้องอาศัยการรื้อฟื้นจากความทรงจำ ขณะที่ประสบการณ์ที่มีค่าจำนวนมากยังคงกระจายอยู่ตามแต่ละทีม ไม่ได้ถูกดึงมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ


แม้งานจะยังเดินหน้าแต่ก็ช้ากว่าที่ควรจะเป็น และมาพร้อมกับความเสี่ยงทั้งในทางปฏิบัติและความเสี่ยงทางกฎหมายจนผู้บริหารหลายแห่งเริ่มกังวล ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องขั้นตอนการทำงานอีกต่อไป แต่มันคือความเสี่ยงทางธุรกิจโดยตรง


ในวันที่งานกฎหมายต้องเร็วขึ้นทุกปีแต่การเข้าถึงข้อมูลยังเร็วไม่ทัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลาย Law Firms เริ่มตั้งคำถามกับเรื่องพื้นฐานมากขึ้น ไม่ใช่แค่ว่าจะนำ AI มาใช้อย่างไร แต่ใครคือคนที่ควบคุมและจัดการระบบข้อมูลขององค์กรอย่างแท้จริง


ทำไม Public AI ถึงไม่ตอบโจทย์ Law Firms

Law Firms หลายแห่งเคยลองใช้ Public AI กันมาแล้ว ซึ่งในช่วงแรกผลลัพธ์อาจดูน่าตื่นเต้น ทั้งความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่นานผู้บริหารก็มักมองเห็นข้อจำกัดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

  • ข้อมูลลูกค้าเปิดเผยไม่ได้

  • คำตอบของ AI ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

  • คำตอบจาก AI ต้องอธิบายที่มาได้ และพร้อมถูกตรวจสอบเสมอ

  • ความรู้ภายในองค์กรต้องไม่ถูกนำไปใช้ฝึกระบบภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

แต่ในโลกของงานกฎหมาย ความเร็วเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ ระบบที่ใช้ต้อง “ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรอย่างชัดเจน”


และนี่เองคือจุดที่การพูดถึง AI แบบทั่วไปเริ่มไม่ตอบโจทย์ เพราะสิ่งที่ Law Firms ต้องการ ไม่ใช่แค่ระบบอัตโนมัติทั่วไป แต่คือ Legal Intelligence หรือระบบศูนย์กลางความรู้ทางกฎหมาย ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับงานกฎหมายในระดับองค์กรโดยเฉพาะ ควบคุมได้ทุกมิติ ใช้งานได้จริง และไว้วางใจได้ในระยะยาว


KMAI + Private LLM: แพลตฟอร์ม Legal AI ที่ปลอดภัยและออกแบบมาเพื่อ Law Firms โดยเฉพาะ

KMAI คือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ทีมกฎหมายเข้าถึงข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปคำตอบทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยระบบนี้ถูกพัฒนาด้วย Private LLM แบบ Fully Isolated ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งแบบ On-Premise หรือบน Private Cloud ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยของ Law Firm โดยตรง


ด้วย KMAI ทนายความสามารถโต้ตอบกับข้อมูลภายในของ Law Firm ผ่านภาษาทั่วไปในชีวิตประจำวัน ค้นหาคำตอบที่ตรวจสอบได้จากแหล่งข้อมูลจริง ช่วยทำงานในกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนและนำความรู้จากเคสก่อนหน้ากลับมาใช้ได้อีกครั้ง เพื่อนำมาต่อยอดในทีมและคดีใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


ข้อมูลทุกอย่างจะไม่หลุดออกนอกองค์กร ความรู้ภายในจะไม่ถูกนำไปใช้เทรนระบบภายนอก และทุกการโต้ตอบจะถูกบันทึกและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างครบถ้วนทั้งหมด นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่ม Chatbot ลงบนระบบเดิมเท่านั้น แต่คือการวาง “Intelligence Layer หรือระบบศูนย์กลางความรู้ขององค์กร” ไว้เป็นหัวใจของการทำงานด้านกฎหมายอย่างแท้จริง



KMAI พลิกโฉมการทำงานของทีมกฎหมายในแต่ละวันได้อย่างไรบ้าง

เมื่อต้องรับมือกับคดีเร่งด่วนหรือการตรวจสอบจากภาครัฐ ทีมกฎหมายมักต้องจัดการกับเอกสารจำนวนมหาศาลภายใต้เวลาอันจำกัด เอกสารนับหมื่นชิ้นจากหลายฝ่ายถูกส่งเข้ามาพร้อมกัน ทนายความต้องรีบคัดแยกข้อมูลลับ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายหลัก เชื่อมโยงกับคำพิพากษาเก่า และสรุปสาระสำคัญในรูปแบบที่พร้อมใช้งานในชั้นศาล ทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่วัน


เมื่อมีการใช้งาน KMAI เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบที่ปลอดภัยของ Law Firm ตัวระบบสามารถแยกประเด็นทางกฎหมาย ระบุและป้องกันข้อมูลที่ไม่ควรถูกเปิดเผย จัดกลุ่มหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงกับคดีก่อนหน้าในระบบข้อมูลขององค์กร ทนายไม่ต้องเริ่มจาก “กองเอกสารดิบ” อีกต่อไป แต่เริ่มจากข้อมูลเชิงลึกที่มีโครงสร้าง ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิง การตัดสินใจของมนุษย์จึงถูกใช้ในจุดที่สำคัญจริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้น


สำหรับทีม M&A ที่ดูแลการควบรวมกิจการข้ามชาติ KMAI ได้เปลี่ยนกระบวนการ Due Diligence จากงานตรวจสอบแบบ Manual ที่กินเวลาหลายสัปดาห์ ให้กลายเป็นการวิเคราะห์ข้อตกลงสำคัญโดยอัตโนมัติ คัดข้อสัญญาที่เบี่ยงเบนจาก Negotiation Playbook ขององค์กร แจ้งเตือนความเสี่ยงตามข้อกฎหมายของแต่ละเขตอำนาจ และสรุปรายงาน Due Diligence ที่พร้อมให้ทนายระดับพาร์ตเนอร์นำไปใช้งานหรือประกอบการตัดสินใจได้ทันทีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พร้อมลิงก์เชื่อมกลับไปยังต้นฉบับของแต่ละประเด็นอย่างชัดเจน ส่งผลให้งานเร็วขึ้นโดยไม่ลดทอนความน่าเชื่อถือในเชิงกฎหมาย


ในด้าน Compliance ระบบสามารถเชื่อมข้อกำกับดูแลกับนโยบายภายในองค์กรได้แบบอัตโนมัติ ติดตามจุดที่ยังไม่มีเอกสาร และสร้างรายงานที่พร้อมตรวจสอบได้ตลอดเวลา Compliance จึงไม่ใช่แค่การ “ไล่ตาม” ปัญหา แต่กลายเป็นกระบวนการที่ตรวจสอบได้ล่วงหน้า เป็นระบบ และยืดหยุ่นกว่าเดิม


สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในบางจุด แต่คือการวาง “Intelligence Layer” เข้าไปกลางองค์กร ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ทุกงานด้านกฎหมายดำเนินไปบนมาตรฐานเดียวกัน และเชื่อถือได้


ตั้งแต่การทำงานในคดีความ (Litigation), การควบรวมกิจการ (M&A), การกำกับดูแล (Compliance), การจัดการเอกสาร (Discovery) ไปจนถึงงานที่ปรึกษา (Advisory) ทุกกระบวนการสามารถทำงานร่วมกันภายใต้ระบบเดียวที่ปลอดภัย มีโครงสร้าง และตรวจสอบย้อนหลังได้


นี่คือรากฐานใหม่ที่ทำให้งานกฎหมายในระดับองค์กรเดินหน้าได้อย่างมีระบบ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง


เปลี่ยนงานวิจัยทางกฎหมายให้กลายเป็นทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

Legal Research หรืองานวิจัยทางกฎหมาย คืองานพื้นฐานที่กำหนดคุณภาพของงานกฎหมายโดยตรง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรที่สุด


เมื่อมี KMAI เข้ามาช่วย ทนายความไม่ต้องพึ่งพาฐานข้อมูลที่กระจัดกระจาย หรือความจำของแต่ละคนอีกต่อไป พวกเขาสามารถถามคำถามด้วยภาษาทั่วไปในชีวิตประจำวัน และเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดขององค์กรได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคำพิพากษาเก่า ความเห็นทางกฎหมาย หรือเคสเก่าๆ ที่เคยทำ


KMAI จะดึงแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้องมาให้ สรุปเหตุผลทางกฎหมาย วิเคราะห์ประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน และร่างเอกสารฉบับแรก (First Draft) พร้อมเชื่อมโยงกลับไปยังแหล่งข้อมูลต้นทางได้อย่างครบถ้วน


ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น:

“ทนายรุ่นใหม่เรียนรู้งานได้เร็วขึ้น” 

“ทนายรุ่นใหญ่เห็นภาพรวมที่กว้างกว่าเดิม” 

“องค์กรไม่ต้องเสียเวลาค้นหาคำตอบเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก”



เปลี่ยนขั้นตอน Matter Intake ให้กลายเป็นความรู้ที่มีโครงสร้าง

ในช่วงต้นของกระบวนการทางกฎหมาย ความไม่มีประสิทธิภาพเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ เช่น การรับงานผิดทาง การตรวจ Conflict ล่าช้า หรือขอบเขตงานที่ไม่ชัดเจน ทั้งหมดนี้กินเวลาไปมาก ก่อนที่สำนักงานจะสามารถเริ่มคิดค่าบริการได้แม้แต่ชั่วโมงเดียว


KMAI ช่วยวิเคราะห์เรื่องใหม่ที่เข้ามาโดยอัตโนมัติ แยกประเด็นทางกฎหมาย ตรวจสอบ Conflict กับประวัติงานเก่า ประเมินระดับความซับซ้อน และส่งต่อคดีไปยังทีมที่เหมาะสม ส่งผลให้ความเสี่ยงถูกมองเห็นตั้งแต่ต้น ขอบเขตงานชัดเจนขึ้นตั้งแต่วันแรก และกระบวนการทำงานภายในองค์กรไหลลื่นยิ่งขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่มีโครงสร้างและตรวจสอบได้


เมื่อสัญญาไม่ควรเป็นตัวถ่วงรายได้อีกต่อไป

ในทีมที่ต้องจัดการกับสัญญาจำนวนมาก ปัญหามักไม่ได้โผล่มาให้เห็นตรงๆ แต่ค่อยๆ สะสมอยู่ข้างใน อย่างรอบการเจรจาที่ใช้เวลานานกว่าที่ควร ภาระผูกพันในสัญญาที่ไม่มีใครตาม หรือความเสี่ยงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว

KMAI เข้ามาช่วยดูแลทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตสัญญา ตั้งแต่การดึงข้อมูลและรีวิวเนื้อหา ไปจนถึงช่วยซัพพอร์ตระหว่างการเจรจา และติดตามเงื่อนไขต่างๆ หลังสัญญามีผลบังคับใช้ ระบบจะเชื่อมโยงแต่ละ clause เข้ากับ playbook ภายในขององค์กร แจ้งเตือนจุดที่เบี่ยงเบนจากแนวทางเดิม เสนอทางเลือกการแก้ไขที่ยังคงปกป้องผลประโยชน์ของลูกค้า และติดตามข้อผูกพันในสัญญาอย่างต่อเนื่อง


ผลลัพธ์คือกระบวนการของงานเร็วขึ้น ไม่ใช่เพราะลดขั้นตอนหรือยอมแลกกับความรอบคอบ แต่เพราะทุกอย่างถูกควบคุมได้ชัดเจนตั้งแต่ต้น


ทำไม KMAI จึงเหมาะสำหรับการใช้งานในระดับ Enterprise Legal

ทุกคำตอบที่ KMAI สร้างขึ้น อ้างอิงจากเอกสารภายในของ Law Firm เท่านั้น ถ้าระบบไม่สามารถตรวจสอบแหล่งข้อมูลได้ ก็จะไม่ให้คำตอบเลย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจาก AI Hallucination และยังรักษามาตรฐานความรับผิดชอบทางกฎหมายได้อย่างชัดเจน


การเข้าถึงข้อมูลถูกควบคุมตามบทบาทและระดับอำนาจในองค์กร ข้อมูลทั้งหมดถูกเข้ารหัสตลอดกระบวนการใช้งาน และทุกการโต้ตอบกับระบบจะถูกบันทึกไว้ครบถ้วน Private LLM ที่อยู่เบื้องหลัง KMAI จะไม่ใช้ข้อมูลขององค์กรไปฝึกระบบต่อ และไม่มีการแชร์ข้อมูลหรือผลการเรียนรู้ใดๆ ออกนอกขอบเขตขององค์กร


KMAI จึงไม่ใช่เครื่องมือ productivity ที่ถูกต่อเติมเข้ามาทีหลัง แต่คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายในระดับองค์กร ที่ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และควบคุมได้ตั้งแต่วันแรก



นี่ไม่ใช่เครื่องมือที่เข้ามาแทนที่ทนายความ

แต่คือการช่วยให้ทีมกฎหมายใช้ดุลยพินิจได้เร็วขึ้น ชัดขึ้น และครอบคลุมกว่าเดิมโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้กับองค์กร

KMAI ไม่ได้เข้ามาเพื่อตัดสินใจแทนทนาย แต่ช่วยให้ทีมกฎหมายเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของทั้งองค์กรได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ทำงานได้อย่างครอบคลุม และมั่นใจมากขึ้น


ทนายระดับพาร์ตเนอร์สามารถมองเห็นรูปแบบและแนวโน้มที่เคยซ่อนอยู่ ทีมรุ่นใหม่เรียนรู้งานจากองค์ความรู้จริงขององค์กรโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ ผู้นำที่ดูแลเรื่องการจัดการความรู้ก็สามารถถ่ายทอดความเชี่ยวชาญให้ทีมรุ่นถัดไปได้อย่างเป็นระบบ ส่วนทีมที่ดูแลเรื่องความเสี่ยง ก็มีเครื่องมือที่ช่วยกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้จริง

Law Firm ไม่ได้กลายเป็นระบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์ แต่ถูก “เสริมศักยภาพเชิงกลยุทธ์” ให้ทำงานได้เร็วและมั่นใจยิ่งขึ้น


การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นจริงใน Legal Leadership

Law firm ชั้นนำหลายแห่งเริ่มมองเห็นแล้วว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันทุกวันนี้ ไม่ได้วัดจากแค่ชื่อเสียง ค่าบริการ หรือขนาดของออฟฟิศอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรเรียนรู้ได้เร็วแค่ไหน ใช้ความรู้ได้สม่ำเสมอแค่ไหน และขยายศักยภาพด้านกฎหมายได้มากเพียงใด โดยที่ยังคงควบคุมความเสี่ยงได้อย่างปลอดภัย


คำถามเชิงกลยุทธ์ของผู้นำไม่ได้อยู่ที่ว่าจะใช้ AI หรือไม่แล้ว แต่คือจะควบคุม “ข้อมูลสำคัญและกระบวนการคิด” ของ Law Firm ด้วยตัวเอง หรือจะปล่อยให้กระจัดกระจายอยู่ในเครื่องมือภายนอกที่องค์กรควบคุมไม่ได้เลย

Law Firm ที่เริ่มวางรากฐานด้านนี้ก่อนจะเคลื่อนไหวได้เร็วโดยที่ไม่เสี่ยงมาก ขยายขีดความสามารถของทีมได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน รวมถึงรักษาแนวคิด ประสบการณ์ และวิธีทำงานที่ดีที่สุดขององค์กรไว้ได้ในระยะยาว พร้อมให้คำปรึกษาลูกค้าอย่างมั่นใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในวันที่ทุกการตัดสินใจต้องแม่นยำกว่าที่เคย


รากฐานที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น สำหรับ Law Firm ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ในอนาคต Law Firm จะไม่ได้ถูกนิยามด้วยแค่ชื่อเสียง ค่าบริการ หรือขนาดของออฟฟิศอีกต่อไป แต่จะถูกวัดจาก ความสามารถในการดึงศักยภาพจากข้อมูลของตัวเองมาใช้ได้จริง ความเร็วในการนำไปใช้กับงานจริง และความสามารถในการควบคุมการใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ


KMAI + Private LLM ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Law Firm ที่ไม่สามารถหละหลวมกับเรื่องความแม่นยำ ความลับ หรือความรับผิดชอบทางกฎหมายได้แม้แต่นิดเดียว


นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือเสริม แต่คือ มาตรฐานใหม่ของการทำงานกฎหมายในยุคที่ข้อมูลต้องปลอดภัย การตัดสินใจต้องตรวจสอบได้ และความรู้ภายในต้องถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ  ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จริงด้วยระบบที่พร้อมใช้งานในระดับ Enterprise


เรียนรู้ KMAI + Private LLM เพิ่มเติม: https://bit.ly/4txNoCi


Have a project in mind?

bottom of page