ยุคใหม่ของ FMCG: 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก L'Oréal Mondelēz และ Nestlé นำ AI พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่


ในสนามการแข่งขันของอุตสาหกรรม FMCG ปัจจุบัน สินค้าคุณภาพดีอย่างเดียวคงไม่พออีกต่อไป เมื่อหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ Time-to-Market หรือ ความเร็วในตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ล่าสุด 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง L'Oréal, Mondelēz International และ Nestlé ได้ออกมาเผยกลยุทธ์ที่จะช่วยยกระดับการทำงานของ R&D (Research & Development) ครั้งใหม่ ด้วยการนำ AI และ Generative AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการคิดค้นผลิตภัณฑ์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถช่วยย่นระยะในเวลาการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และยังสามารถแก้ไขอุปสรรคชิ้นใหญ่อย่าง Supply Chain Resilience ได้ดียิ่งขึ้น
Unlocking R&D Power: เจาะลึกกลไก AI ปรับโครงสร้างห้องแล็บ FMCG
การนำกลยุทธ์ AI เข้ามาใช้ในทั้ง 3 องค์กรนั้น สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างแคมเปญ Marketing แต่กลายเป็น Infrastructure ในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ระดับโมเลกุล:
L'Oréal (Beauty Tech)
ผู้นำด้านความงามอันดับหนึ่งของโลก นำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ และทำ Digital Simulation เพื่อคาดการณ์ปฏิกิริยาและความสัมพันธ์ระหว่างโมเลกุลสารเคมีต่อผิว และเส้นผม ก่อนการทดลองจริงในแล็บ ช่วยลดระยะเวลา R&D ลงได้ถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ยังใช้ AI ในการค้นหาและดึงโมเลกุลที่เคยประสบความสำเร็จในกลุ่ม Skincare มาปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ Haircare เช่น การนำคุณสมบัติของคอลลาเจนมาพัฒนาแชมพู เพื่อเพิ่มวอลลุ่ม
Mondelēz International (Recipe Optimization)
ผู้ผลิตขนมหวานและขนมขบเคี้ยวรายใหญ่ของโลก นำ AI มาใช้วิเคราะห์และปรับแต่งสูตรอาหาร ซึ่งสามารถย่นระยะเวลาการพัฒนาสูตร โดย 60% ของสูตรขนม Biscuits ที่พัฒนาด้วย AI มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในมิติของโภชนาการ ความยั่งยืน และการบริหารต้นทุน ยิ่งไปกว่านั้น AI ยังช่วยคำนวณและเสนอส่วนผสมทดแทน เมื่อเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลนหรือราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้น
Nestlé (Green Packaging and Organic Ingredients)
ผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มร่วมมือกับ IBM Research นำ Generative AI มาจำลองและค้นหาวัสดุในการทำบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกแบบ High-Barrier เพื่อป้องกันความชื้นและอากาศ โดยคำนวณจากความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพในการรีไซเคิลและ Cost Efficiency ไปพร้อม ๆ กัน รวมถึงการใช้ AI คัดเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติทั่วโลกเพื่อนำมาใช้ทดแทนสีสังเคราะห์ในสินค้า
Strategic Playbook สำหรับผู้บริหารและองค์กร
Shift to Digital Simulation: การใช้ AI ทำ Digital Simulation จะช่วยลดจำนวน samples ในห้องแล็บลงได้อย่างมหาศาล ช่วยลดขยะวัตถุดิบ ประหยัดงบประมาณ R&D และเพิ่มความเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
AI as an Augmented Co-pilot: ทั้ง 3 บริษัทเน้นย้ำแนวคิดเดียวกันว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวิทยาศาสตร์ หรือ R&D Specialist แต่ทำหน้าที่เป็น Co-pilot ที่ช่วยประมวลผลทางเลือกนับแสนรูปแบบในเวลาอันสั้น เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
Supply Chain Resilience: ในยุคที่ราคาวัตถุดิบและ Supply Chain ทั่วโลกผันผวน AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประมวลผลและเสนอส่วนผสมทดแทนได้ทันที ช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อรสชาติ สัมผัส หรือคุณภาพมาตรฐานเดิมของสินค้า
Beyond Innovation: เปลี่ยนนวัตกรรม AI จากห้องแล็บ ให้กลายเป็นยอดขายที่เติบโตจริง
การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่รวดเร็วเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น แต่การนำสินค้าออกสู่ตลาดให้ "ถูกที่ ถูกเวลา และอยู่เหนือคู่แข่งเสมอ" บนเชลฟ์สินค้า คือ หัวใจสำคัญของความสำเร็จในอุตสาหกรรม FMCG
หากองค์กรของคุณกำลังมองหาวิธีใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การเร่งความเร็วในขั้นตอน R&D ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ Supply Chain และการตลาด
ที่ Sertis เราพร้อมเป็นนำเสนอกลยุทธ์ที่จะพาธุรกิจของคุณก้าวสู่ยุค AI-Driven Enterprise ด้วย Custom AI Solution เริ่มตั้งแต่การพัฒนาและติดตั้ง AI หรือ Generative AI เพื่อตอบโจทย์กระบวนการทำงานของคุณ Data & Innovation Strategy ที่จะช่วยคุณวางแผนกลยุทธ์ข้อมูลและการใช้ AI เพื่อลด Time-to-Market และยังสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการออกแบบ AI Training & Management เพื่ออบรมและยกระดับทักษะของบุคลากรในองค์กร ให้พร้อมทำงานร่วมกับ AI ในฐานะ Co-pilot ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


