เทคโนโลยีเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่าน
ไปสู่การทำงานแบบ Hybrid Work

Bkkbiz-Nov2021-HybridWork-01.jpg
NOV 23, 2021

เมื่อธันวาคม 2020 กูเกิลเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน โดยให้พนักงานเข้าออฟฟิศอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์และให้ทำงานจากที่บ้านในวันที่เหลือ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท PwC ก็ประกาศให้พนักงานกว่า 40,000 คนในอเมริกาสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ภายในประเทศ โดยให้เข้าออฟฟิศเฉพาะเมื่อมีการประชุมครั้งสำคัญ การเข้าร่วมกิจกรรมบริษัทเท่าที่จำเป็น หรือออกไปพบลูกค้า จึงทำให้บริษัททั่วโลกต่างนำวิธีเดียวกันนี้ไปปรับใช้กันมากขึ้น เมื่อมาดูแนวคิดจากทางฝั่งพนักงานเองก็พบว่า หลายคนรู้สึกพอใจกับการทำงานในรูปแบบใหม่ หรือ Hybrid Work คือ การทำงานที่ไหนก็ได้แทนการทำงานที่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว และจากผลสำรวจก็มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ พนักงานบางส่วนมีความคิดที่จะลาออกหากบริษัทจะให้กลับไปทำงานที่ออฟฟิศเพียงอย่างเดียว ซึ่งนำไปสู่ปรากฎการณ์ The Great Resignation หรือการลาออกครั้งยิ่งใหญ่ที่หลายประเทศกำลังเจอ

 

จะเห็นได้ว่าตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของพนักงานที่จะเลือกอยู่หรือลาออก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการติดเชื้อโควิด-19 แต่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการของพนักงานที่เปลี่ยนไป องค์กรต่าง ๆ จึงควรปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลง และต้องพิจารณาเตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในด้านการจัดการ การสื่อสาร การสร้างความผูกพันและการมีส่วนร่วมภายในองค์กรอีกด้วย

 

เช่น การนำเทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ หรือ National Language Processing (NLP) มาวิเคราะห์ภาษาและข้อความในแบบสำรวจความคิดเห็นขององค์กร ซึ่งได้ผลเป็นตัวชี้วัดความต้องการที่แท้จริงของพนักงาน แสดงข้อมูลปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ครอบคลุม เป็นกลาง และแม่นยำ ซึ่งผู้บริหารสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปวางแผนจัดการด้านทรัพยากรมนุษย์ ทั้งด้านการรับคนที่เหมาะกับองค์กร และการรักษาคนให้อยู่กับองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในขณะที่บริษัท Humu ได้พัฒนาเทคโนโลยีเอไอที่ชื่อว่า Nuege Engine ซึ่งทำงานโดยการวิเคราะห์แบบสำรวจของพนักงาน ออกมาเป็นข้อมูลทักษะที่ควรพัฒนา ทั้งระดับทีมและส่วนบุคคล รวมทั้งวิเคราะห์ความรู้สึกของพนักงานที่มีต่อองค์กรว่าเป็นอย่างไรและควรแก้ไขอย่างไร นอกจากนี้ Nuege Engine ยังมีระบบเตือนพนักงานให้เปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือแก้ไขในด้านต่าง ๆ เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคนในทีมและมีความสุขในที่ทำงาน เช่น ระบบคอยเตือนเมื่อถึงเวลาชื่นชมเพื่อนร่วมงาน หรือระบบเตือนหัวหน้าให้ถามความเห็นสมาชิกในทีม ซึ่งก็เป็นจังหวะเวลาที่อัลกอริธึมวิเคราะห์มาให้อย่างเหมาะสมแล้ว

 

นอกจากนี้ ผู้บริหารควรพิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในด้านอื่น ๆ เช่น การปรับใช้ระบบเอกสารและการจัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด การปรับพื้นที่โต๊ะทำงานแบบ hot desk คือ ไม่มีที่นั่งประจำของแต่ละคน แต่ให้เปิดจองผ่านแอปพลิเคชั่นในวันที่ต้องเข้าออฟฟิศ รวมทั้งลดพื้นที่การทำงานเพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง เพราะเหตุผลในการเข้าออฟฟิศจะไม่ใช่การเข้ามานั่งทำงานอีกต่อไป แต่หมายถึงการเข้ามาประชุมครั้งสำคัญ มาร่วมสัมมนา หรือเข้ามาพบปะเพื่อนร่วมงานเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน และสุดท้าย ซึ่งเป็นความท้าทายที่สุดคือ การเชื่อมและปิดช่องว่างระหว่างพนักงานที่ทำงานที่บ้านและที่ออฟฟิศ โดยการประชุมออนไลน์จะต้องนำมาใช้ต่อไป จริงอยู่ว่าอาจจะไม่ใช่เทคโนโลยีที่ใหม่ แต่ลองคิดภาพตามถึงความจำเป็นของแพลตฟอร์มนี้ ในการเชื่อมต่อการประชุมไม่ว่าแต่ละคนจะอยู่ที่ไหน ซึ่งในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์กับการทำงานในรูปแบบ Hybrid Work มากขึ้นอย่างแน่นอน

 

จากแนวโน้มที่องค์กรชั้นนำระดับโลกได้ทยอยเดินหน้าประกาศปรับรูปแบบการทำงานสู่ Hybrid Work กันมากขึ้น ทำให้ผมเชื่อว่าองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยก็จะเริ่มปรับตัวสู่การทำงานรูปแบบนี้มากขึ้นเช่นกัน อย่าลืมว่าธุรกิจขับเคลื่อนได้ด้วยทรัพยากรมนุษย์ การวางแผนเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะทำให้องค์กรของท่านเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ในการดำเนินธุรกิจ

In December 2020, Google announced that the company required employees to work from the office at least 3 days a week and the rest they are allowed to work remotely, where PwC recently announced to allow its 40,000 staff in the US to work remotely from anywhere in the country except when they are occasionally needed to be in the office for meetings, key company events, or client visits. Since then, many companies all over the world have tried to adopt this practice in their working policy. While some of the surveys told us that many staff are satisfied with the Hybrid Work which allows them to work from anywhere instead of working at the office only. Another interesting result showed that some of the staff would consider quitting their jobs if they have to go back to work at the office everyday. Consequently, many companies are facing ‘The Great Resignation’.

 

As you know, the key factor for employees who consider staying or quitting their jobs is no longer related to Covid-19 situation alone anymore, but it’s more related to the change of their lifestyle and their needs. Therefore, it’s a new challenge for the companies to be ready for this transition. Also they need to consider using the advanced technology for Hybrid Work model in terms of management, communications, and company engagement.

 

For example, National Language Processing (NLP) can be used to analyse messages from the company survey to reflect the needs of employees as well as to show the problems that need to be solved immediately. Also the results are accountable, unbiased, and accurate which the management team can use to plan for human resource strategy in terms of talent acquisition and employee retention effectively.   

 

Humu, an AI technology company, has developed the Nudge Engine which will analyse survey information to suggest the skills and competencies that each employee or team should improve based on their needs and personal interests. Moreover, Nudge Engine has a notification system to remind employees to improve themselves in many aspects to maintain team relationships and happiness at work such as the system will nudge employees that it’s time to praise their colleagues or remind the manager to ask for opinions from their team members. And of course, the algorithm has already analysed it well enough that it should be done.

 

Moreover, management team should consider and prepare for the new change such as encouraging everyone to use online document or share drive in basis, considering to change the working environment from the permanent working desk to be the ‘hot desk’ by using application to book their desks when they need to come to work at the office, and reducing working space to increase the common space as you know that the employees will not show up at the office just for work anymore but to participate in seminar, join the key company events, and join the meeting which will be best done in person. Last but not least, the biggest challenge is to connect and streamline those people who work physically at the office and work remotely. In my opinion, online meetings will be continuously used as the key practice and I am sure that we will see some development of new features to enhance the Hybrid Work model in the near future.

 

The sign of workforce transformation of many leading companies all over the world has jumped into the Hybrid Work model. I believe that many companies in Thailand will consider and start adopting this new transition as well. Keep in mind that the business is driven by human resources. Therefore, a well prepared strategy and the use of technology are the key to help your business move forward and survive through any challenges in today’s uncertainty.
 

Reference

https://www.forbes.com/sites/forbestechcouncil/2021/08/27/a-major-tech-gap-could-impede-the-hybrid-work-transition/

https://www.hivedesk.com/blog/hybrid-work-model/

https://www.atera.com/blog/hybrid-work-from-home-model-right/

https://www.reworked.co/digital-workplace/emerging-software-needs-for-the-hybrid-workplace/

https://searchhrsoftware.techtarget.com/feature/Hybrid-workplace-technologies-to-power-future-of-work

IMG_5767.jpeg
บทความโดย
คุณธัชกรณ์ วชิรมน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง
บริษัท เซอร์ทิส จำกัด

Related Posts

2021_Oct_Article_Article_4.jpg
DeepAI-VisionTransformers_Oct2021_Review.jpg
Bkkbiz-Sep2021-Raisingchildren_FN.jpg