รอยร้าวของ AI เมื่อจีนกับอเมริกาทะเลาะกัน

DECEMBER 20, 2019

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่าง ๆ ในประเทศจีนมีการจดสิทธิบัตร (patent) ด้านปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence: AI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศที่จดสิทธิบัตรทางด้านเอไอมากสุดในโลกก็จะพบว่าสหรัฐอเมริกากับจีนอยู่ในระดับ Top 5 แสดงให้เห็นว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่นและให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนาเอไออย่างมาก ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจหลักในการสร้างศักยภาพของประเทศสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลก

 

จากงานสำรวจของ Accenture กับประเทศที่พัฒนาแล้ว 12 ประเทศ คาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2035 เอไอจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และจากผลสำรวจของ PwC ก็คาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2030 GDP โลกจะเพิ่มขึ้นถึง 14% หรือประมาณ 15.7 ล้านล้านดอลลาห์สหรัฐ โดยทั้งสองรายงานเห็นพ้องตรงกันว่าเอไอจะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน มีการนำมาทำ automation หรือการนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนมนุษย์ เพื่อเพิ่มผลผลิตของงานและเกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากโรงงานต่าง ๆ การขนส่ง และขยายไปในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งในอนาคตโอกาสของการเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม (platform) จะนำมาซึ่งข้อมูลมหาศาล ทำให้เข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคที่สามารถนำมาสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (personalization) ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าและบริการ เพิ่มรายได้และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระดับประเทศและระดับโลก ด้วยเหตุนี้ใครเลยจะไม่อยากอยู่ในตำแหน่งนั้น

 

กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ จีนกับสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์กันเป็นอย่างมาก โดยจีนในฐานะที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ ประกอบกับมีนโยบายพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด มีการส่งออกสินค้า วัตถุดิบ การลงทุน รวมถึงมีบุคคลากรด้านการศึกษาทั้งนักศึกษาและนักวิจัยคุณภาพ ส่วนทางด้านสหรัฐอเมริกาก็มีการส่งออกสินค้าด้านการเกษตร และ semiconductor หรือวัสดุที่ใช้ทำอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ให้กับจีน (ถ้าผู้อ่านสนใจอยากรู้เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือจีน-เมริกา ของดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อ่านสนุกมากครับ) ซึ่งสงครามการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเอไอในระดับโลก โดยเฉพาะในระยะหลังที่สื่อมีการนำเสนอภาพลักษณ์ของเอไอในเชิงการแข่งขันทางอาวุธ (AI arms race) ล้วนเป็นการนำเสนอที่เป็นอันตรายต่อโลก เพราะถึงแม้เอไอจะเป็น Dual-use Technology ที่ใช้ได้ทั้งด้านการทหารและกับประชาชน แต่จริง ๆ แล้วความเป็นผู้นำด้านงานวิจัยและพัฒนาเอไอที่ดี ควรจะต้องร่วมมือกันคำนึงถึงหลักจริยธรรมในการออกแบบและการนำไปใช้งานเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์และสังคมโลกเป็นสำคัญ ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่นักวิจัยเป็นกังวลครอบคลุมตั้งแต่การใช้เอไอกับการสอดส่องดูแลความปลอดภัย (Surveillance) ข้อมูลที่มีอคติ (Data bias) การที่เจ้าของเทคโนโลยีมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของประชาชนเปรียบเสมือนใช้ข้อมูลในสร้างอาณานิคม (Data colonism) โดยที่ประเทศนั้น ๆ ไม่ได้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของประชาชน วิกฤตอากาศ (Climate crisis) ที่เกิดจากใช้ data center รวมถึงการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างเอไอ ซึ่งบางโมเดลก่อให้เกิดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ สูงถึง 300,000 กิโลกรัม เทียบเท่ากับการนั่งเครื่องบินไปกลับ ปักกิ่ง-นิวยอร์คถึง 125 เที่ยว สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนที่ทำงานด้านเอไอต้องช่วยกัน

 

จากสถานการณ์ความแตกแยกทางการค้า ส่งผลให้จีนใช้ความได้เปรียบทางด้านพื้นที่และวัฒนธรรมที่อยู่ใกล้กับทวีปเอเชีย รวมทั้งการใช้โครงการเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (Belt and Road Initiative) หรือยุทธศาสตร์หลักของจีนในการขยายอิทธิพลบนเวทีโลกผ่านการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่งกับนานาประเทศ ในการขยายความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็เริ่มกังวลกับความล้าหลังในการพัฒนาเอไอเมื่อเทียบกับจีน โดยในรายงานของคณะกรรมการความมั่นคงด้านเอไอระบุว่า งบประมาณด้านวิจัยที่ลดลงทำให้เกิด “สมองไหล” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้เกิดความขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณในการทำวิจัย ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาลดความสามารถในการเป็นผู้นำด้านเอไอ ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากมีเทคโนโลยีเอไอที่มีศักยภาพลดน้อยลง ในขณะที่ประเทศชั้นแนวหน้าอื่น ๆ รวมทั้งจีนมีการลงทุนงบวิจัยด้านเอไอที่สูงขึ้น สิ่งที่รายงานให้คำแนะนำคือ การเพิ่มงบประมาณในการทำวิจัยเพื่อสร้างคน การประยุกต์ใช้เอไอในด้านความมั่นคงต่าง ๆ และการเน้นสร้างความสัมพันธ์กับทั้งภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยในในการเร่งสร้างงานวิจัย รวมทั้งมีการติดต่อเจรจากับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยเชิงบวกและความร่วมมือในการสร้างเอไอที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์

 

สำหรับประเทศไทยในฐานะที่เป็นมิตรกับทั้งสองประเทศ เราควรจะใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ผ่านความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อลดความเสี่ยง (Technological risk diversification) กับการผูกขาดด้านเทคโนโลยีของประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะสิ่งที่เราต้องระวังคือ การยึดครองข้อมูล (data/technology colonization) โดยการนำข้อมูลของประชากรในประเทศไปเป็นอำนาจแบบหนึ่งที่สร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจให้กับประเทศนั้น ๆ ได้ ในยามที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนไปซึ่งถือเป็นความมั่นคงของประเทศที่ควรคำนึงถึงมากที่สุด

—————————————————————————————————————————————————

The AI Fault Line from the US-China Trade War

In over 5 years, organizations in China who have registered the patent for AI increased more than 20% per year. Compared to other countries, the United States of America and China are ranged in the Top 5 countries for registered AI patents. It shows both countries are interested in AI Research and Development (R&D) aiming to be the leading countries of the world economy.

 

According to  research from Accenture focusing on the 12 developed countries, predicted by 2030 AI will become an important tool to double up world economic growth.  Research from PwC predicted  by 2030, the world GDP will increase 14% or 15.7 trillion US dollars. Both research from Accenture and PwC agree that AI will play an important role in terms of automation for more productivity in many industries including factory and logistics. And in the near future, platform owners will get a huge amount of data which you can use  to analyze and create personal experience from customers to enhance more value to products and services  to drive national and world economy. That’s why everyone wants to have their own platform.

 

According to the economic situation, China and the United States of America has the strong relation. China, the leading of producer and consumer with strong policies to grow by leaps and bounds, plays a role as an exporter and investor for the US. China also has the skillful students and researchers. Meanwhile, the USA exports agricultural products, semiconductor, and electronic tools to China. (If you are interested in China-USA relation, I recommend the book written by Dr. Arm Tungnirundorn) US-China trade war influences world AI development. Especially the media,  presenting the image of AI as the AI arms race which is quite dangerous for the world. Although, AI is the Dual-use Technology which can be used for both army and people, but the good leading of AI development and researchers must consider  AI Ethics for people and society.  Now,  researchers are concerned with Surveillance, Data bias, Data colonism, and climate crisis because the use of data centers include high technology of AI tools which some model produce more than 300,000 kilograms of carbon dioxide, you can compare that to  a 125 round flight from Beijing to New York.  These are the concerns in the AI industry we need to be aware of. 

 

China takes advantage of location and culture in Asia as well as the Belt and Road Initiative, a major strategy of China to spread the transportation to other countries. They also focus on helping many developing countries to develop AI technology. t Talking about the USA, they started worrying about AI development falling behind China. The Interim Report November 2019 of National Security Commission on Artificial Intelligence states that limited availability of funding contributes to an accelerating brain drain from academia to industry. This damages the USA in terms of AI leading ability and affected national security. While other leading countries including China plan to invest more budgets for AI research. The report suggests that increasing AI R&D budget, adopting AI for security, making relation to government, private sectors, university for AI research, and connecting to negotiate with other countries, are  important  to create most use of AI. t

 

For Thailand as the alliance of both China and the USA, we should learn from the case studies and cooperate with other countries for Technological risk diversification. Another  concern applies when international relations has changed, data/technology colonization of people data could be used as an economic bargaining power.

 

References:

บทความโดย
คุณจรัล งามวิโรจน์เจริญ
Chief Data Scientist & VP of Data Innovation Lab
บริษัท เซอร์ทิส จำกัด

Related Posts

CONTACT US

Bangkok 

597/5 Sukhumvit Road,

Wattana, Bangkok, Thailand

Singapore

3 Pickering Street

#03-05 Singapore 048660

© 2019 Sertis Co.,Ltd. All rights reserved.

  • Sertis Facebook
  • Sertis Linkedin
  • Sertis Channel
Untitled-2-01_edited.png